Dream Vision : Dream Bee
Reviewer : ธานี โหมดสง่า

นิตยสาร : GM2000
   



คุณอภิณัฐ อัศวเรืองชัย เจ้าของบริษัท Intennia ผู้นำเข้าโปรเจ็กเตอร์ DreamVision จัดโชว์รูมของเขาไว้สวยหรูมาก สมราคาอินทีเรียร์ ดีไซน์จริงๆ ใครที่ชอบดูหนังที่บ้านและอยากจะได้ห้องโฮมเธียเตอร์ ที่มีดีไซน์สวยงาม ได้คุณภาพตรงตามหลักการ ก็ขอเชิญให้ไปลองดูแบบอย่างจากโชว์รูมแห่งนี้ได้เลย คุณอภิณัฐ หรือเรียกสั้นๆว่าคุณณัฐ แอบกระซิบมาว่า เขาพร้อมที่จะอยู่ต้อนรับ ให้คำแนะนำ และช่วยดูแลในการสร้างสรรค์ห้องโฮม เธียเตอร์ ให้กับคุณๆทุกเมื่อ

หลังจากได้ยลโฉมโปรเจ็กเตอร์ DreamVision รุ่นใหม่ล่าสุดคือรุ่น Dream Bee แบบผิวเผินจากบททดสอบในหนังสือเอวีต่างประเทศไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมก็ขอนัดหมายคุณณัฐเพื่อจับจองเวลาของโชว์รูมแห่งนี้เพื่อเข้ามาชมโฉม และทดสอบประสิทธิภาพของโปรเจ็กเตอร์ตัวนี้อีกครั้งแบบ “เต็มๆ” ตัว โดยยกอุปกรณ์เครื่องเล่นส่วนตัวบางชิ้นมาทดลองใช้งานร่วมกับโปรเจ็กเตอร์ตัวนี้ด้วย

รูปโฉมภายนอก

รูปร่างหน้าตาของ Dream Bee ดูสวยแปลกตา ทั้งทางด้านรูปทรงที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่โค้งมน ไร้เหลี่ยม ปราศจากมุม และทางด้านสีสันที่สดใส ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 5 สีคือ สีเทา midnight, สีขาวหม่น coconut, สีฟ้า blue sky, สีแดงสด hibiscus และสีเหลืองสุกใส sunflower

ตัวที่ติดตั้งอยู่ในโชว์รูมของร้าน int เป็นสีเหลือง “ซันฟลาวเวอร์” ซึ่งตัวจริงของมันดูสวยมาก เหมือนเครื่องประดับชิ้นใหญ่ที่ขึ้นไปสงบนิ่งอยู่บนฝ้าเพดาน ส่งให้ห้องแลดูทันสมัยขึ้นมาในทันที ตัวถังเครื่องทำด้วยวัสดุพีวีซีที่ดูแข็งแรง ลงสีเหลืองแบบเดียวกับรถยนต์เฟอร์รารี่สุดหรู ตัวเลนส์ฉายภาพถูกติดตั้งเอาไว้ตรงกลางของแผงด้านหน้า โดยมี”ท่อไอพ่น” สำหรับระบายความร้อนขนาบอยู่ด้านข้างของเลนส์ด้านละหนึ่งท่อ ท่อด้านขวามือ (หันหน้าเข้าหาเครื่อง) จะทำหน้าที่ดูดลมเย็นเข้า และปล่อยลมอุ่นออกมาทางท่อด้านซ้ายมือ

ข้างๆกระบอกเลนส์จะเป็นที่ติดตั้งจุดรับสัญญาณรีโมทสั่งงาน ซึ่งโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้จะมีจุดรับสัญญาณรีโมท (infrared receiver) อยู่ 2 จุดด้วยกัน ตำแหน่งแรกจะอยู่ที่ด้านหน้าข้างกระบอกเลนส์ ส่วนอีกจุดจะอยู่ที่ด้านหลัง ตำแหน่งใกล้กับจุดต่อเชื่อมสายสัญญาณภาพ ซึ่งทางด้านหลังของตัวเครื่องตรงจุดนั้นนอกจากจะมีจุดรับสัญญาณรีโมทแล้ว ยังเป็นที่ติดตั้งขั้วต่อสัญญาณภาพที่มีมาให้คุณเลือกใช้ได้ครบหมดทุกรูปแบบทั้งสำหรับสัญญาณภาพแบบอะนาล็อกและแบบดิจิตอลคือขั้วต่อแบบ composite video (RCA สีเหลือง), s-video, component video (YUV) อย่างละ 1 ช่อง และช่องต่อสัญญาณภาพ HDMI อีก 2 ช่อง กับอีกหนึ่งช่องต่อแบบ RS-232 สำหรับต่อกับอุปกรณ์ควบคุมสั่งงานจากภายนอก

สมรรถนะภายใน

ใช่จะสวยแต่รูปนะครับ... หากผ่าเข้าไปดูภายในของเจ้า “ผึ้งในฝัน” Dream Bee ตัวนี้ได้คุณจะพบว่า มันได้อัดเอาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงๆเข้าไว้ข้างในเต็มไปหมด เริ่มด้วยหัวใจของระบบการฉายภาพแบบ D-iLA ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบการฉายภาพที่ให้คุณภาพของภาพออกมาใกล้เคียงกับเทคโนโลยี CRT สามหลอดมากที่สุดในจำนวนระบบฉายภาพที่ใช้พื้นฐานดิจิตอลทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบัน

JVC กับ Hughes Aircraft เป็นคนพัฒนาเทคโนโลยี LCoS ต่อเนื่องมาหลังจากอายุลิขสิทธิ์ในเทคโนโลยี LCoS หมดลงและเจวีซีได้ตั้งชื่อ D-iLA ขึ้นมาเป็นชื่อเครื่องหมายการค้าของเทคโนโลยีนี้เพื่อนำมาผลิตแผง D-iLA ออกจำหน่ายให้กับผู้ผลิตโปรเจ็กเตอร์เจ้าอื่นๆนำไปผลิตโปรเจ็กเตอร์ออกจำหน่าย และ Dreamvision ก็นำเอาแผง D-iLA รุ่นล่าสุดของ JVC มาใช้ในโปรเจ๊กเตอร์ Dream Bee ตัวนี้นี่เอง

เมื่อ 3 หรือ 4 ปีก่อนนี้ตอนที่ DreamVision เริ่มทำโปรเจ็กเตอร์ใหม่ๆนั้น พวกเขาใช้เทคโนโลยี D-iLA แทน ซึ่งที่ใช้อยู่ในตัว Dream Bee นี้เป็นแบบสามชิพ แยกสำหรับสร้างสีแดง, เขียว และน้ำเงิน ขนาดของชิพแต่ละชิ้นเท่ากับ 0.7 นิ้ว และบรรจุเม็ดสีอยู่ทั้งหมด 1920 x 1080 เม็ดสี (พิกเซล) ซึ่งทำให้ Dream Bee ตัวนี้สามารถตอบสนองต่อฟอร์แมตภาพแบบ High Definition ที่ระดับ 1080p ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่มีการลดทอนคุณภาพแม้แต่น้อย...!

นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้จัดการกับสัญญาณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการปรับความละเอียดและสัดส่วนภาพ (scaling), การทำโปรเกรสซีฟ (de-interlaced) ให้กับสัญญาณอินพุตแบบสแกนสลับเส้น และการปรับแต่งแสง (contrast+brightness) และสี (RGB setting) ของภาพนั้นเขาอาศัยการทำงานของวงจร video processor ที่ชื่อว่าวงจร VXP (Visual Excellence Processing) บนชิพสำเร็จรูปรุ่น GF9351 VXP ยี่ห้อ Gennum มาใช้

และสุดท้าย สำหรับคนที่ต้องการคุณภาพของภาพระดับ Professional Home Theater จริงๆทาง DreamVision ได้ติดตั้งขั้วต่อภาพ HDMI เวอร์ชั่น 1.2 มาให้ ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่มีแบนด์วิธกว้างพอสำหรับการส่งผ่านสัญญาณภาพตั้งแต่ระดับ Standard Definition คือ 480i, 576i ขึ้นไปจนถึงระดับ High Definition คือ 1920 x 1080i, 720p และยังสามารถรองรับระดับความละเอียดของภาพจากฟอร์แมต Blu-ray และ HD-DVD ที่เหนือระดับ HD ขึ้นไปคือ 1080p ได้ด้วย (ทั้ง 1080p/50Hz,60Hz และ 1080p/24Hz)

 


การติดตั้ง + ใช้งาน

Dream Bee ที่โชว์รูมของร้าน int นั้น ติดตั้งแบบแขวนหงายท้องอยู่บนฝ้าเพดาน โดยมีแกนโลหะห้อยต่ำลงมาจากฝ้าเกือบเมตร ใต้ท้องของ Drem Bee มีรูน็อตสำหรับล็อคกับแผ่นเพลตโลหะของแกนมาให้พร้อมสรรพ ให้การติดยึดที่แน่นหนา แม้จะมีรูปร่างที่ค่อนข้างใหญ่ แต่น้ำหนักของมันเพียงแค่ 11 กิโลกรัมเท่านั้น จึงไม่ต้องกลัวว่าจะหล่น ตัวเลนส์ที่ใช้เป็นของยี่ห้อ Fujinon มีฟังก์ชั่น Lens Shift สามารถปรับเลื่อนภาพได้ทั้งในแนวตั้ง (Vertical = + 80องศา) และแนวนอน (Horizontal = +34 องศา) ซึ่งนับว่าเป็นคุณสมบัติเด่นของโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้ที่ช่วยทำให้การติดตั้งสะดวกขึ้นมาก เสียดายอยู่นิดเนียวตรงที่ว่ามันใช้วิธีปรับซูมและโฟกัสด้วยมือไม่มีมอนิเตอร์ (แต่จริงๆแล้วมันก็ปรับกันแค่ตอนติดตั้งครั้งแรกครั้งเดียว และก็ดีไปอย่าง คือปรับด้วยมือจะให้ความละเอียดในการปรับมากกว่า)

ในการสั่งงานโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้สามารถทำได้ผ่านทางรีโมทไร้สายที่แถมมาให้ ซึ่งสามารถสั่งงานได้ทุกฟังก์ชั่นรวมถึงการปรับแต่งภาพด้วย พูดถึงการปรับแต่งภาพของโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้ต้องนับว่าเป็นเรื่องที่ง่ายดายมากเมื่อเทียบกับการใช้งานโปรเจ๊กเตอร์ส่วนใหญ่ในท้องตลาด ถึงคุณจะไม่เคยใช้งานอุปกรณ์ประเภทนี้มาก่อนเลย แต่เชื่อเถอะว่า แค่ให้เวลาคุณม่อน(หรือคุณอุมรทัย มณีเนตร) ช่างเทคนิคของทางร้าน int ที่เซ็นทรัลเวิลด์ เขาอธิบายวิธีการใช้งานให้คุณดูสักครึ่งชั่วโมง เชื่อว่าคุณก็จะสามารถปรับแต่งใช้งานโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้ได้ด้วยตัวของคุณเองแล้วล่ะครับ

ในการปรับภาพนั้น Dream Bee มีฟังค์ชั่นปรับแต่งภาพมาให้หลายฟังค์ชั่นที่เอื้อต่อการใช้งานเพื่อยกระดับคุณภาพของภาพให้ได้ออกมาสูงสุด ที่ผมชอบใจมากอันหนึ่งคือฟังค์ชั่น “Pixel Adjust” ซึ่งเป็นฟังค์ชั่นที่ใช้ในการปรับมุมของแผง D-iLA สีแดง, เขียว และน้ำเงินให้อยู่ในองศาที่ซ้อนทับได้อย่างสนิทมากที่สุด ซึ่งจะทำให้ได้ภาพที่มีโฟกัสคมชัดมากที่สุดด้วย ตรงนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งฟังค์ชั่นเด็ดของโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้ เพราะนอกจากมันจะช่วยแก้ปัญหาสีเหลื่อมอันเนื่องมาจากแผง D-iLA วางไม่ตรงกันแล้ว คุณก็สามารถใช้ฟังค์ชั่นนี้ในการช่วย “ไกล่เกลี่ย” อาการสีเหลื่อมที่เกิดจากการสะท้อนของชิ้นเลนส์ในกระบอกเลนส์ไปด้วยในตัว ซึ่งตรงนี้ถือว่าได้เปรียบโปรเจ๊กเตอร์แบบ single panel ขึ้นมาอีกระดับ เพราะแม้ว่าจะเป็นโปรเจ๊กเตอร์ที่ใช้แผง DLP แบบ single panel ซึ่งไม่มีปัญหาสีเหลื่อมที่เกิดจากชิพ แต่ก็หนีปัญหาสีเหลื่อมที่เกิดจากชิ้นเลนส์ไม่ได้ เพราะโปรเจ๊กเตอร์ DLP แบบ single chip จะไม่มีฟังก์ชั่น Pixel Adjust เหมือน Dream Bee ตัวนี้

จากที่ผมได้ลองดูภาพของ Dream Bee ตัวนี้แล้ว ใครที่เคยพูดว่าภาพของ D-iLA ไม่คม ผมขอเถียงครับ...!!

ข้อเท็จจริงก็คือว่า ภาพที่ได้จะคมไม่คมนั้นมันขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นมากกว่า แต่ถ้าแหล่งอินพุตไม่เป็นปัญหา และคุณให้เวลาในการปรับโฟกัสของเลนส์และปรับ pixel adjust อย่างละเอียดพิถีพิถันแล้ว ภาพที่ได้จะมีความคมไม่น้อยไปกว่าโปรเจ๊กเตอร์ที่ใช้เทคโลโลยี DLP แบบชิพเดียวอย่างแน่นอน

ส่วนการปรับแต่งในเรื่องสีสันและความสว่างของภาพนั้น โปรเจ็กเตอร์ตัวนี้ได้จัดกลุ่มฟังก์ชั่นปรับแต่งภาพในวัตถุประสงค์นี้ไปรวมไว้ที่หน้าเมนูหลักที่ชื่อว่า “Image” ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การปรับพื้นฐานอย่าง contrast – brightness – color – tint – sharpness และ DNR (ปรับลดสัญญาณรบกวนที่อยู่ในรูปแบบของสัญญาณดิจิตอล), ปรับอุณหภูมิสี Color Temperature, ปรับ Gamma ไปจนถึงการปรับค่าความสว่างของสี (RGB offset)

ถ้าคุณไม่ใช่นักเล่นโฮม เธียเตอร์ และไม่มีอุปกรณ์ปรับแต่งภาพประเภท color calibrater ที่จะเอามาทำการปรับแต่งแบบมืออาชีพก็ไม่ต้องตกอกตกใจไป เจ้าผึ้งน้อยในฝันตัวนี้มีค่าอุณหภูมิสีแบบสำเร็จรูปที่วัดจากโรงงานมาให้คุณเลือกใช้อยู่ด้วยถึง 3 ค่า (Low, Middle, High) แต่ถ้าคุณเป็นคนที่อยากได้ความเป็นที่สุดของคุณภาพของภาพระดับสุดยอด เจ้าผึ้งน้อยตัวนี้ก็เปิดโอกาสให้คุณโชว์ฝีมือการปรับแต่งภาพได้อย่างเต็มที่ด้วยการจัดฟังก์ชั่น “User” มาให้ 2 ยูสเซอร์ ซึ่งในนั้นคุณสามารถทะลุเข้าไปปรับค่าเกนของสัญญาณสี RGB ได้อย่างละเอียดถึง 255 ขั้น...! ซึ่งผมได้ลองปรับดูแล้วพบว่ามันเวิร์คมากครับ.. สามารถปรับได้ละเอียดมากและได้ผลชัดเจน ซึ่งวันที่ไปลองใช้งานนั้น ทางร้านได้ทำการปรับตั้งค่า Color Temp ด้วยเครื่อง ColorFact เอาไว้แล้ว ผมลองเข้าไป Fine Tune ด้วยตาอีกนิดหน่อยผ่านทาง User 2 แค่เพียงครึ่งชั่วโมงก็ได้ภาพออกมาถูกใจมาก และพบว่ามันใช้งานไม่ยากเลย..

คุณภาพของภาพ

หลังจากปล่อยภาพ 1080p/24Hz จากเครื่องเล่น Blu-ray ของ Pioneer รุ่น BDP-LX70 เข้าไปที่ Dream Bee ตัวนี้ผ่านทางสาย HDMI แล้วปรับแต่งภาพอีกนิดหน่อย สิ่งที่เห็นบนจอวันนั้นคือภาพที่ดีเยี่ยมจริงๆ..!!

มันมาพร้อมกันครบหมดทุกอย่างที่ผมอยากได้ ไม่ว่าจะเป็นสีสัน, ความคมชัด, และโมชั่น ซึ่งสิ่งแรกที่เตะตาผมมากที่สุดก็คือ “สีสัน” ที่โดดเด่นมากๆ ภาพของ Dream Bee ตัวนี้มีเฉดสีที่แจกแจงได้หลากหลายโทนมาก เป็นสีสันของภาพที่แตกต่างไปจากโปรเจ็กเตอร์ตัวอื่นๆที่ผมเคยดูมา ไม่ว่าจะเป็นสีสันของผิวคนจากแผ่นบลู-เรย์ในเรื่อง The Phantom Of The Opera ที่คุณจะเห็นได้ชัดว่าผิวหน้าของดาราแต่ละคนนั้นมีโทนที่ต่างกัน บ้างก็อมชมพู ในขณะที่บางคนอมน้ำตาล หรือจะเป็นโทนสีทองของดิ้นทองที่ปักอยู่บนขอบของผ้าม่านบนเวทีละครเมื่อดูผ่าน Dream Bee ตัวนี้มันก็ออกมาเป็นสีทองอร่ามตา ไม่ได้กลายเป็นสีเหลืองเหมือนโปรเจ๊กเตอร์ส่วนใหญ่ แถมมีประกายของแสงเข้ามาเพิ่มความสุขปลั่งให้กับดิ้นทองนั้นให้ดูคล้ายของจริงมากขึ้นด้วย
 

นั่นเป็นเพราะโดยทฤษฎีแล้วฟอร์แม็ต HD มันให้เฉดสีที่กว้างกว่า DVD และเนื่องจาก Dream Bee ตัวนี้สามารถถ่ายทอดเรโซลูชั่นของภาพจากฟอร์แม็ต HD ออกมาได้ครบหมดทุกเม็ด มันจึงสามารถให้ภาพของฟอร์แม็ต 1080p ออกมาได้อย่างที่ภาพไฮ-เด็ฟดีๆควรจะเป็น..!

ภาพของ Dream Bee ตัวนี้เมื่อดูด้วยฟอร์แม็ต 1080p/24Hz มันให้โมชั่นที่ดีมากๆกับหนังเจมส์ บอนด์เรื่อง Casino Royale ที่ถ่ายทำโดยช่างภาพฝีมือดีนั้นมันชี้ให้เห็นถึงความนิ่งและความลื่นไหลของภาพที่ไม่มีอาการกระตุก หรือสะบัดเลยแม้ในขณะที่วัตถุในภาพมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และยิ่งเป็นฉากที่มีการเคลื่อนไหวช้าด้วยแล้ว สปีดของเฟรมภาพที่ระดับ 24fps จากโปรเจ็กเตอร์ตัวนี้ก็จะยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความนิ่งของภาพที่น่าอภิรมย์ต่อการรับชมอย่างยิ่ง

ใครที่รู้ตัวว่าถูกรบกวนจากปัญหา Rainbow Effect และเริ่มจับได้ว่าสปีดของเฟรมที่ระดับ 50Hz และ 60Hz นั้นมัน “เร่ง” ภาพมากเกินไป ขอให้คุณหาโอกาสมาลองดูภาพที่ระดับ 1080p/24Hz จากโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้ดูเถอะ... แล้วจะรู้ว่า โปรเจ๊กเตอร์ดีๆนั้นมันช่วยทำให้เกิด “อารมณ์ร่วม” ในการดูหนังมากแค่ไหน...?

เรียกว่า ได้ดูภาพจากโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้แล้วทำให้รู้สึกชอบการดูหนังมากขึ้นอีกเยอะเลย..!

5 ชั่วโมงแห่งความประทับใจ..

สรุปแล้ว วันนั้นผมนั่งดูหนังอยู่ในห้องโชว์ของร้าน int นานถึง 5 ชั่วโมง..! ตั้งแต่สิบเอ็ดโมงไปจนถึงสี่โมงเย็น ซึ่งรู้สึกเลยว่า เวลามันผ่านไปเร็วมาก นั่นเป็นเพราะความเพลิดเพลินที่ได้รับจากโปรเจกเตอร์ตัวนี้นี่เอง..(เฮ้อ.. ถ้าได้ไปติดที่บ้านเราก็ดีซินะ..)

นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย : บริษัท intennia
โทร. 0-2613-1737-8

 

 

 

twitter facebook

Copyright 2008 Intennia Co,. Ltd. All right reserved.

twitter facebook