การติดตั้ง + ใช้งาน
Dream Bee ที่โชว์รูมของร้าน int นั้น ติดตั้งแบบแขวนหงายท้องอยู่บนฝ้าเพดาน โดยมีแกนโลหะห้อยต่ำลงมาจากฝ้าเกือบเมตร ใต้ท้องของ Drem Bee มีรูน็อตสำหรับล็อคกับแผ่นเพลตโลหะของแกนมาให้พร้อมสรรพ ให้การติดยึดที่แน่นหนา แม้จะมีรูปร่างที่ค่อนข้างใหญ่ แต่น้ำหนักของมันเพียงแค่ 11 กิโลกรัมเท่านั้น จึงไม่ต้องกลัวว่าจะหล่น ตัวเลนส์ที่ใช้เป็นของยี่ห้อ Fujinon มีฟังก์ชั่น Lens Shift สามารถปรับเลื่อนภาพได้ทั้งในแนวตั้ง (Vertical = + 80องศา) และแนวนอน (Horizontal = +34 องศา) ซึ่งนับว่าเป็นคุณสมบัติเด่นของโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้ที่ช่วยทำให้การติดตั้งสะดวกขึ้นมาก เสียดายอยู่นิดเนียวตรงที่ว่ามันใช้วิธีปรับซูมและโฟกัสด้วยมือไม่มีมอนิเตอร์ (แต่จริงๆแล้วมันก็ปรับกันแค่ตอนติดตั้งครั้งแรกครั้งเดียว และก็ดีไปอย่าง คือปรับด้วยมือจะให้ความละเอียดในการปรับมากกว่า)
ในการสั่งงานโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้สามารถทำได้ผ่านทางรีโมทไร้สายที่แถมมาให้ ซึ่งสามารถสั่งงานได้ทุกฟังก์ชั่นรวมถึงการปรับแต่งภาพด้วย พูดถึงการปรับแต่งภาพของโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้ต้องนับว่าเป็นเรื่องที่ง่ายดายมากเมื่อเทียบกับการใช้งานโปรเจ๊กเตอร์ส่วนใหญ่ในท้องตลาด ถึงคุณจะไม่เคยใช้งานอุปกรณ์ประเภทนี้มาก่อนเลย แต่เชื่อเถอะว่า แค่ให้เวลาคุณม่อน(หรือคุณอุมรทัย มณีเนตร) ช่างเทคนิคของทางร้าน int ที่เซ็นทรัลเวิลด์ เขาอธิบายวิธีการใช้งานให้คุณดูสักครึ่งชั่วโมง เชื่อว่าคุณก็จะสามารถปรับแต่งใช้งานโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้ได้ด้วยตัวของคุณเองแล้วล่ะครับ
ในการปรับภาพนั้น Dream Bee มีฟังค์ชั่นปรับแต่งภาพมาให้หลายฟังค์ชั่นที่เอื้อต่อการใช้งานเพื่อยกระดับคุณภาพของภาพให้ได้ออกมาสูงสุด ที่ผมชอบใจมากอันหนึ่งคือฟังค์ชั่น “Pixel Adjust” ซึ่งเป็นฟังค์ชั่นที่ใช้ในการปรับมุมของแผง D-iLA สีแดง, เขียว และน้ำเงินให้อยู่ในองศาที่ซ้อนทับได้อย่างสนิทมากที่สุด ซึ่งจะทำให้ได้ภาพที่มีโฟกัสคมชัดมากที่สุดด้วย ตรงนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งฟังค์ชั่นเด็ดของโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้ เพราะนอกจากมันจะช่วยแก้ปัญหาสีเหลื่อมอันเนื่องมาจากแผง D-iLA วางไม่ตรงกันแล้ว คุณก็สามารถใช้ฟังค์ชั่นนี้ในการช่วย “ไกล่เกลี่ย” อาการสีเหลื่อมที่เกิดจากการสะท้อนของชิ้นเลนส์ในกระบอกเลนส์ไปด้วยในตัว ซึ่งตรงนี้ถือว่าได้เปรียบโปรเจ๊กเตอร์แบบ single panel ขึ้นมาอีกระดับ เพราะแม้ว่าจะเป็นโปรเจ๊กเตอร์ที่ใช้แผง DLP แบบ single panel ซึ่งไม่มีปัญหาสีเหลื่อมที่เกิดจากชิพ แต่ก็หนีปัญหาสีเหลื่อมที่เกิดจากชิ้นเลนส์ไม่ได้ เพราะโปรเจ๊กเตอร์ DLP แบบ single chip จะไม่มีฟังก์ชั่น Pixel Adjust เหมือน Dream Bee ตัวนี้
จากที่ผมได้ลองดูภาพของ Dream Bee ตัวนี้แล้ว ใครที่เคยพูดว่าภาพของ D-iLA ไม่คม ผมขอเถียงครับ...!!
ข้อเท็จจริงก็คือว่า ภาพที่ได้จะคมไม่คมนั้นมันขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นมากกว่า แต่ถ้าแหล่งอินพุตไม่เป็นปัญหา และคุณให้เวลาในการปรับโฟกัสของเลนส์และปรับ pixel adjust อย่างละเอียดพิถีพิถันแล้ว ภาพที่ได้จะมีความคมไม่น้อยไปกว่าโปรเจ๊กเตอร์ที่ใช้เทคโลโลยี DLP แบบชิพเดียวอย่างแน่นอน
ส่วนการปรับแต่งในเรื่องสีสันและความสว่างของภาพนั้น โปรเจ็กเตอร์ตัวนี้ได้จัดกลุ่มฟังก์ชั่นปรับแต่งภาพในวัตถุประสงค์นี้ไปรวมไว้ที่หน้าเมนูหลักที่ชื่อว่า “Image” ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การปรับพื้นฐานอย่าง contrast – brightness – color – tint – sharpness และ DNR (ปรับลดสัญญาณรบกวนที่อยู่ในรูปแบบของสัญญาณดิจิตอล), ปรับอุณหภูมิสี Color Temperature, ปรับ Gamma ไปจนถึงการปรับค่าความสว่างของสี (RGB offset)
ถ้าคุณไม่ใช่นักเล่นโฮม เธียเตอร์ และไม่มีอุปกรณ์ปรับแต่งภาพประเภท color calibrater ที่จะเอามาทำการปรับแต่งแบบมืออาชีพก็ไม่ต้องตกอกตกใจไป เจ้าผึ้งน้อยในฝันตัวนี้มีค่าอุณหภูมิสีแบบสำเร็จรูปที่วัดจากโรงงานมาให้คุณเลือกใช้อยู่ด้วยถึง 3 ค่า (Low, Middle, High) แต่ถ้าคุณเป็นคนที่อยากได้ความเป็นที่สุดของคุณภาพของภาพระดับสุดยอด เจ้าผึ้งน้อยตัวนี้ก็เปิดโอกาสให้คุณโชว์ฝีมือการปรับแต่งภาพได้อย่างเต็มที่ด้วยการจัดฟังก์ชั่น “User” มาให้ 2 ยูสเซอร์ ซึ่งในนั้นคุณสามารถทะลุเข้าไปปรับค่าเกนของสัญญาณสี RGB ได้อย่างละเอียดถึง 255 ขั้น...! ซึ่งผมได้ลองปรับดูแล้วพบว่ามันเวิร์คมากครับ.. สามารถปรับได้ละเอียดมากและได้ผลชัดเจน ซึ่งวันที่ไปลองใช้งานนั้น ทางร้านได้ทำการปรับตั้งค่า Color Temp ด้วยเครื่อง ColorFact เอาไว้แล้ว ผมลองเข้าไป Fine Tune ด้วยตาอีกนิดหน่อยผ่านทาง User 2 แค่เพียงครึ่งชั่วโมงก็ได้ภาพออกมาถูกใจมาก และพบว่ามันใช้งานไม่ยากเลย..
คุณภาพของภาพ
หลังจากปล่อยภาพ 1080p/24Hz จากเครื่องเล่น Blu-ray ของ Pioneer รุ่น BDP-LX70 เข้าไปที่ Dream Bee ตัวนี้ผ่านทางสาย HDMI แล้วปรับแต่งภาพอีกนิดหน่อย สิ่งที่เห็นบนจอวันนั้นคือภาพที่ดีเยี่ยมจริงๆ..!!
มันมาพร้อมกันครบหมดทุกอย่างที่ผมอยากได้ ไม่ว่าจะเป็นสีสัน, ความคมชัด, และโมชั่น ซึ่งสิ่งแรกที่เตะตาผมมากที่สุดก็คือ “สีสัน” ที่โดดเด่นมากๆ ภาพของ Dream Bee ตัวนี้มีเฉดสีที่แจกแจงได้หลากหลายโทนมาก เป็นสีสันของภาพที่แตกต่างไปจากโปรเจ็กเตอร์ตัวอื่นๆที่ผมเคยดูมา ไม่ว่าจะเป็นสีสันของผิวคนจากแผ่นบลู-เรย์ในเรื่อง The Phantom Of The Opera ที่คุณจะเห็นได้ชัดว่าผิวหน้าของดาราแต่ละคนนั้นมีโทนที่ต่างกัน บ้างก็อมชมพู ในขณะที่บางคนอมน้ำตาล หรือจะเป็นโทนสีทองของดิ้นทองที่ปักอยู่บนขอบของผ้าม่านบนเวทีละครเมื่อดูผ่าน Dream Bee ตัวนี้มันก็ออกมาเป็นสีทองอร่ามตา ไม่ได้กลายเป็นสีเหลืองเหมือนโปรเจ๊กเตอร์ส่วนใหญ่ แถมมีประกายของแสงเข้ามาเพิ่มความสุขปลั่งให้กับดิ้นทองนั้นให้ดูคล้ายของจริงมากขึ้นด้วย
นั่นเป็นเพราะโดยทฤษฎีแล้วฟอร์แม็ต HD มันให้เฉดสีที่กว้างกว่า DVD และเนื่องจาก Dream Bee ตัวนี้สามารถถ่ายทอดเรโซลูชั่นของภาพจากฟอร์แม็ต HD ออกมาได้ครบหมดทุกเม็ด มันจึงสามารถให้ภาพของฟอร์แม็ต 1080p ออกมาได้อย่างที่ภาพไฮ-เด็ฟดีๆควรจะเป็น..!
ภาพของ Dream Bee ตัวนี้เมื่อดูด้วยฟอร์แม็ต 1080p/24Hz มันให้โมชั่นที่ดีมากๆกับหนังเจมส์ บอนด์เรื่อง Casino Royale ที่ถ่ายทำโดยช่างภาพฝีมือดีนั้นมันชี้ให้เห็นถึงความนิ่งและความลื่นไหลของภาพที่ไม่มีอาการกระตุก หรือสะบัดเลยแม้ในขณะที่วัตถุในภาพมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และยิ่งเป็นฉากที่มีการเคลื่อนไหวช้าด้วยแล้ว สปีดของเฟรมภาพที่ระดับ 24fps จากโปรเจ็กเตอร์ตัวนี้ก็จะยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความนิ่งของภาพที่น่าอภิรมย์ต่อการรับชมอย่างยิ่ง
ใครที่รู้ตัวว่าถูกรบกวนจากปัญหา Rainbow Effect และเริ่มจับได้ว่าสปีดของเฟรมที่ระดับ 50Hz และ 60Hz นั้นมัน “เร่ง” ภาพมากเกินไป ขอให้คุณหาโอกาสมาลองดูภาพที่ระดับ 1080p/24Hz จากโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้ดูเถอะ... แล้วจะรู้ว่า โปรเจ๊กเตอร์ดีๆนั้นมันช่วยทำให้เกิด “อารมณ์ร่วม” ในการดูหนังมากแค่ไหน...?
เรียกว่า ได้ดูภาพจากโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้แล้วทำให้รู้สึกชอบการดูหนังมากขึ้นอีกเยอะเลย..!
5 ชั่วโมงแห่งความประทับใจ..
สรุปแล้ว วันนั้นผมนั่งดูหนังอยู่ในห้องโชว์ของร้าน int นานถึง 5 ชั่วโมง..! ตั้งแต่สิบเอ็ดโมงไปจนถึงสี่โมงเย็น ซึ่งรู้สึกเลยว่า เวลามันผ่านไปเร็วมาก นั่นเป็นเพราะความเพลิดเพลินที่ได้รับจากโปรเจกเตอร์ตัวนี้นี่เอง..(เฮ้อ.. ถ้าได้ไปติดที่บ้านเราก็ดีซินะ..)