ERGO: Model 1 Headphone
HEADPHONE AMP: (WAVE/November 2007)

   
ครั้งนี้เหมือนการมาอัพเดตคุณภาพเสียงหูฟังของ ERGO อีกครั้ง หลังจากที่ผมได้ทดลองหูฟัง ERGO:MODEL 2 ไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่ครั้งนี้  มีความพิเศษออกไปคือผมได้หูฟัง ERGO มาครบเซ็ตพร้อมๆกันทีเดียวเลย ไม่ว่าจะเป็นหูฟังรุ่นเล็กสุด ERGO:MODEL1 และ ERGO AMP1 ครั้งคงน่าจะตอบข้อสงสัยที่หลายท่านมักจะสอบถามกันมาเสมอๆว่า หูฟัง ERGO MODEL1 แตกต่างจาก MODEL 2 อย่างไรและ ERGO:AMP 1 ช่วยให้คุณภาพเสียงของหูฟังดีขึ้นในแง่ไหนกันบ้าง

 

ERGO:MODEL 1

อันที่จริงหูฟัง ERGO MODEL 1 และ MODEL 2 ผลิตและออกแบบมาเหมือนๆกัน หากมองกันที่รูปลักษณ์ภายนอกทั่วไปไม่ได้เจาะลึกลงในความแตกต่างทางเทคนิค  แถบจะแยกไม่ออกถึงความแตกต่างกันเลยระหว่างสองรุ่นนี้ สิ่งที่บ่งบอกความแตกต่างก็มีเพียงโลโก้ข้างหูฟังเท่านั้น  ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นรุ่นไหน
               
หูฟังทั้งสองรุ่นต่างก็เป็นแบบไดนามิกไดรเวอร์ประเภท Dynamic Open Back วางแนวในการกระจายเสียงให้ตรงกับหลักการได้ยินของมนุษย์เราเหมือนกัน  แต่ในรุ่น Model 2 จะเพิ่ม neodymium magnets และวัสดุที่เลือกใช้นั้นมีลักษณะที่บางกว่า Model 1 แจ๊คเสียบขั้วต่อมาตรฐานของ Model 1 จะเป็นขนาด 6.3 มม. หากต้องเสียบต่อหูฟังขนาดเล็ก 3.5 มม. ก็มีอะแด็ปเตอร์มาให้
               
การลองฟังเสียงเบื้องต้น  ผมต่อเล่นผ่านเครื่องเล่นซีดี Marantz: 72mk II โดยใช้สายไฟเอซีของ Merrex Kable รุ่น AC Merrex Power-2 ซึ่งได้ผ่านขบวนการไครโอเจนิกเรียบร้อยแล้ว  เสียบสายไฟต่อผ่านเครื่องกรองไฟ PowerBRIDGE 8 ซึ่งได้เปลี่ยนเต้ารับเป็นยี่ห้อ Pass & Seymour ผ่านขบวนการไครโอเจินิกเช่นกัน ส่วนสายไฟเอซีที่ต่อจาก PowerBRIDEG 8 ไปยังเต้ารับไฟฟ้านั้นผมไม่ได้ใช้ แต่เล่นใช้สายเมนไฟจากตู้เมนไฟฟ้าต่อตรงๆเข้าปลั๊ก IEC Furutech: FI-11 Ag (Female) เสียบต่อตรงเข้า IEC Inlet ของ PowerBRIDEG 8 ตรงๆเลย  ไม่ต้องใช้สายไฟเอซีอีก
               
ขอย้ำอีกครั้งครับตามที่เคยพูดถึงไปแล้วสำหรับการทดสอบ Model 2 คือ หูฟังของ Ergo จะแตกต่างจากหูฟังอื่นๆทั่วไปตรงที่เป็นหูฟังที่ใช้ไดนามิกไดรเวอร์ประเภท Dynamic Open Back วางแนวในการกระจายเสียงให้ตรงกับหลักการได้ยินของมนุษย์เรา  ดังนั้นท่อนฟองน้ำที่อยู่หลังหูฟังจะเป็นตัวบ่งบอกตำแหน่งในการวางหูฟัง ควรวางให้ตำแหน่งท่อนฟองน้ำนี้อยู่หลังใบหูเกือบแน่บชิดติดกับใบหูแต่ไม่ได้ติดใบหูเลยทีเดียว  เพื่อจะได้คุณภาพเสียงออกมาดีที่สุด
               
สำหรับคุณภาพเสียงของ Model 1 ผมกล้าพูดได้เลยว่า  หากไม่ได้ฟังเปรียบเทียบกับ Model 2 คุณภาพเสียงของ Ergo: Model 1 ถือได้ว่าเป็นหูฟังที่ให้คุณภาพเสียงได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว  และผมก็ยังมีความเชื่ออีกว่า  หากฟังผ่านช่องเสียบหูฟังเครื่องเล่นซีดีทั่วๆไปนั้น  บางครั้งอาจจะแยกความแตกต่างของหูฟังทั้งสองรุ่นได้ยากด้วยซ้ำไป
               
ถ้าฟังกันแบบไม่จับผิด Ergo:Model 1 ให้คุณภาพเสียงคล้ายเคียงกับ Model 2 อย่างมาก  ตรงนี้ผมมองว่าเป็นข้อดีมากๆครับ เพราะไม่ต้องซื้อแพงแต่ให้คุณภาพเสียงที่ใกล้เคียงกันแนวเสียงที่สุภาพ อ่อนโยน เปิด โปร่งและอุดมไปด้วยรายละเอียด เป็นหูฟังที่ฟังได้นานๆแล้วไม่เครียดและไม่เจ็บแสบแก้วหู
               
เมื่อก่อนผมเคยบอกว่า Model 2 ให้เสียงใกล้เคียงกับลำโพง Quad: 22L สำหรับ Model 1 ก็ยังให้เสียงออกมาในสไตล์อย่างนั้น
               
“Speak softy love”, SNOW ROSE EXCEL ให้เสียงร้องที่สดใส เปิด โปร่ง ให้รายละเอียดเสียงร้องได้ดีมากๆครับ  แผ่นนี้  ผมหยิบเอาไปฟังกับหลายๆซิสเต็ม  คุณภาพเสียงยังสู้ฟังจากหูฟัง ERGO:Model 1 ไม่ได้เลยครับ  ในแง่ของเสียงร้องของนักร้องที่มีโทนเสียงลักษณะนี้ 
               
ในการฟังเพลงร้อง  ผมชอบฟังเพลงจากหูฟัง  เพราะนอกเหนือจากคุณภาพเสียงที่ได้รับจะมากกว่าฟังจากลำโพงแล้ว  ยังรู้สึกได้ง่ายว่าหูฟังยี่ห้อใดมีการเพิ่มสีสันลงในเนื้อเสียงอย่างไร  เพราะโดยธรรมชาติสร้างให้มนุษย์มีโทนเสียงที่แตกต่างกัน บางคนมีเสียงต่ำ บางคนมีเสียงระดับปานกลาง บางคนมีเสียงสูงแหลม อีกทั้งคุณภาพเสียงของชายและหญิงก็ยังมีการแบ่งที่แตกต่างกันออกไป ชายที่มีระดับเสียงในเกณฑ์สูง เรียกว่า Tenor ระดับกลางเรียกว่า Baritone และระดับต่ำเรียกว่า Bass ส่วนผู้หญิงที่มีระดับเสียงสูงเรียกว่า Soprano ระดับเสียงกลางเรียกว่า Mezzo Soprano และเสียงระดับต่ำเรียกว่า Contralto ดังนั้นโทนของเสียงสามารถแบ่งได้อย่างคร่าวๆตามลักษณะทางกายภาพ ได้ 3 โทน คือ Chest Tone, Mouth Tone,และ Head Tone (เสียงต่ำ,กลาง,สูง)
               
และสิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ Ergo:Model 1 สามารถแจกแจงธรรมชาติของเสียงร้องไม่ว่าหญิงหรือชายออกมาได้ตามที่เป็นตามลักษณะธรรมชาติของความถี่เสียงที่ได้แบ่งตามข้างต้นจริงๆ  ไม่มีสีสันใดๆเข้ามาเจือปน  ถ่ายทอดออกมาได้อย่างสะอาดและกระจ่างชัดดีมาก
               
ถึงแม้ว่า  โทนเสียงร้องย่านความถี่ต่ำๆ อาทิเช่นแผ่นซีดีของจ้าวผิงจะเป็นปัญหาของหูฟังอยู่บ้าง แต่ Model 1 ก็สามารถเอาตัวรอดผ่านไปได้โดยไม่น่าเกลียดอะไรมากนัก
               
“WATERMELON MAN ”, PONCHO SANCHEZ-CONGA BLUE เมื่อฟังผ่าน ERGO:Model 1 ให้ความสนุกคึกคักของเสียงดนตรีได้ดีมาก  แยกแยะรายละเอียดเสียงต่างๆออกมาได้ดี ทุกเสียงชัดเจนไม่คลุมเครือ  ฉีกขอบเขตของเสียงดนตรีออกไปได้กว้างและลึก  น้ำหนักเสียงไม่ได้บาง  แรงปะทะ หัวเสียงโน้ตดนตรีต่างๆก็ให้ออกมาได้อย่างแน่นหนักดี  และสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วฉับไว  เป็นอะไรที่รู้สึกน่าประทับใจมากๆ  ถึงแม้ว่าลักษณะเสียงของย่านเบสกลาง จะดูนุ่มไปบ้างก็ตาม
               
กับแผ่นซีดีแนวเพลงแจ๊สบางครั้งผมรู้สึกว่า อยากให้ปลายเสียงแหลมพลิ้วกว่านี้เมื่อเวลาฟัง  เหมือนกับที่ผมเคยรู้สึกจากการฟังในรุ่น Model 2 แต่แลกกับรายละเอียดเสียงของย่านความถี่เสียงกลางและเบสต้นที่แจกแจงออกมาได้ดีแล้วนั้น  การเปิดปลายเสียงแหลมให้พลิ้วกว่าเดิม  ก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องให้ความสำคัญมากนัก 
               
เพราะถึงแม้ว่า ย่านความถี่เสียงแหลมจะไม่พลิ้วมากนัก หรือบางครั้งอาจจะเก็บตัวเร็วไปบ้าง  แต่แลกกับน้ำหนักเสียงย่านความถี่สูงแล้ว  ผมมองว่าหาหูฟังที่ให้น้ำหนักเสียงย่านความถี่กลางสูงได้ดีเช่นนี้  ถือว่าหาได้ยากแล้ว  และผมก็คิดว่า Ergo: Model 1 ทำออกมาได้ดีแล้ว
               
ถ้านำ Model 1 ไปเปรียบเทียบกับ Model 2 มีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง 
     
ในการฟังผ่านเครื่องเล่นซีดีนั้น  ผมต้องฟังอยู่หลายๆเที่ยว จึงจะประเมินผลในความต่างระหว่างสองรุ่นนี้ได้
     
“Singing Wind, Crying Beasts”, SANTANA/ABRAXAS รายละเอียดเสียงตอนต้นเพลง  Model 2 แจกแจงออกมาได้ดีกว่า ชัดเจนและให้รายละเอียดของเสียงได้มากกว่า  ในลำดับหลังจากนั้น  จะมีเสียงคีย์บอร์ดตามมาก่อนจะตามด้วยเสียงกีต้าร์  Model 2 ให้น้ำหนักกระแทกของเสียงคีย์บอร์ดมากกว่า แผ่มวลออกมาได้อย่างจะแจ้งกว่า และเสียงกีต้าร์ก็ยังกังวานมากกว่า Model 1
     
“Before I Die”, DAVID ROTH/PEARL DIVER ในการฟังครั้งแรกจาก Model 1 ผมไม่รู้สึกอะไรมากนักมีแต่จะพึงพอใจในคุณภาพเสียงจาก Model 1  แต่เมื่อสลับไปฟัง Model 2 ความแตกต่างที่สัมผัสได้ก็คือมวลเสียงที่รู้สึกว่า Model 2 ให้ออกมาดีกว่า เสียงร้องดูอบอุ่นมากกว่า Model 1 และเสียงกีต้าร์ดูเรียวเล็กกว่าเมื่อฟังจาก Model 1 กลับมาให้ขนาดมวลเสียงที่ถูกต้องมากขึ้นใน Model 2
     
เมื่อพูดถึงความถูกต้องพวกเครื่องสายหรืออะคูสติกเบส  แผ่น “CARMEN FANTASIE op.25”/RUGGIERO RICCI,JVC-XRCD24 จะรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่าง Model 1 และ Model 2 ได้ง่ายกว่า
     
หลังจากย้อนไปฟังแผ่นของ PONCHO SANCHEZ-CONGA BLUE อีกครั้ง  Model 2 จะให้รายละเอียดเล็กน้อยออกมาได้ดีมากกว่า  ถึงแม้ว่าเสียงของระดับสัญญาณนั้นจะดังอยู่อย่างแผ่วเบาก็ตาม  น้ำหนักเสียงให้มวลเสียงออกมาดีกว่า เปิดเผยรายละเอียดเสียงของแต่ละย่านความถี่เสียงออกได้มากกว่า  ไดนามิกเสียงถ่ายทอดถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์  จากเบาสุดจนถึงดังสุดให้ได้นามิกคอนทราสต์ของเสียงที่ดี  เสียงพลิ้วและกังวานมากกว่า  ขณะที่ Model 1 รู้สึกเหมือนราวกับว่าปลายเสียงเก็บตัวเร็วกว่าเล็กน้อย
     
ถ้าจะให้เลือกระหว่างสองรุ่นนี้ไม่ว่าจะเลือกรุ่นไหนก็ดีด้วยกันทั้งคู่  แต่ถ้าต้องการอะไรที่ดีกว่าก็ต้อง Model 2  แต่ถ้าลองฟังแล้วไม่ค่อยรู้สึกถึงความแตกต่าง  เลือก Model 1 ก็พอแล้วครับ  ลำพังแค่ Model 1 ก็ให้คุณภาพออกมาดีมากๆแล้วครับ

 

ERGO AMP1: Headphone Amplifier

เคยมีนักเล่นหลายท่านรู้สึกแปลกใจ  ทำไมราคาของแอมป์ขยายหูฟังถึงมีราคาแพงกว่าอินทิเกรตแอมป์บางยี่ห้อบางรุ่นเสียอีก อะไรจะแพงได้ถึงขนาดนั้น สู้ไปซื้อแอมป์ฟังเพลงบวกลำโพงไม่ดีกว่าหรือ
               
เรื่องนี้ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน  แต่อยากให้ลองคิดกลับมาสักนิดว่า  คุณภาพเสียงล่ะดีกว่าหรือเปล่า
               
ผมเคยแนะนำเพื่อนๆไปหลายท่านแล้วว่า  หากสภาพห้องไม่เอื้ออำนวย  เวลาไม่ค่อยมีและฟังเพลงไม่ค่อยดังนัก  ซื้อหูฟังดีกว่าครับ  และหากงบถึงๆ ก็ให้ซื้อพวก Headphone Amplifier มาเล่นด้วย  เผลอๆอาจจะลืมชุดเครื่องเสียงราคาเป็นแสนก็ยังได้
               
หลายคนอาจจะนึกตั้งคำถามว่า  Headphone Amplifier ดีและมีประโยชน์อย่างไร
               
ข้อดีอย่างแรก็คือ  เมื่อดูกันถึงซอร์สต้นทาง  อาทิเช่นเครื่องเล่นซีดี  หลายๆยี่ห้อไม่ได้มีช่องเสียบหูฟังมาให้ ไม่ทราบว่ากลัวจะให้คุณภาพไม่ดีพอ หรือคิดว่าซื้อ Headphone Amplifier ภายนอกจะให้คุณภาพเสียงออกมาดีกว่าหรือเปล่า
               
ความดีข้อสองคือ คุณภาพเสียงครับ  คุณภาพเสียงระหว่างฟังจากช่องเสียบหูฟังจากเครื่องเล่นซีดีกับฟังจาก ERGO AMP 1 คุณภาพแตกต่างกันมากๆ  และที่สำคัญก็คือ  ผมลองเอาหูฟังจากของ Bose:Triport มาลองต่อเล่นดู  ไม่อยากจะบอกเลยว่าคุณภาพเสียงจากหูฟัง Bose : Triport เมื่อเสียบต่อผ่าน ERGO:Amp 1 ดีกว่าเดิมขนาดไหน
               
ในกล่องใส่ที่ผมได้รับ ERGO Amp 1 นั้น ไม่ได้มีคู่มืออะไรแนบมาให้  นอกเสียจาก Power Supply Module ซึ่งจะแปลงจากแรงดันไฟฟ้าจาก 220 Vac ให้ออกมาเป็นแรงดันไฟกระแสตรงขนาด 16 V  มีจุดหนึ่งที่ผมไม่เคยชอบนักก็คือ ปลั๊กขาเสียบของตัว Power Supply Module นั้น  เป็นขากลมเล็กซึ่งผมคิดว่าลักษณะขาเสียบแบบนี้ คงค่อนจะเสียบเข้าเต้ารับไฟฟ้าได้แน่นหนายาก  ผมเลยตรงหาอะแด็ปเตอร์ที่เปลี่ยนจากขากลมเล็กเป็นขาแบนมาต่อใช้งานแทน นอกเหนือจากจะเสียบเข้ากับเต้ารับไฟฟ้าได้อย่างแน่นหนาดีกว่าแล้ว ยังสามารถเสียบใช้งานต่อผ่านเครื่องกรองไฟ PowerBRIDGE8 ได้อีก
               
ERGO Amp 1 สามารถต่อหูฟังได้ทุกยี่ห้อโดยมีช่องเสียบหูฟังขนาด 6.3 มม. มาให้  หากต้องการนำไปใช้งานกับหูฟัง ERGO A.M.T จะต้องเสียบต่อจากด้านหลังเครื่อง  นอกจากขั้วต่อสัญญาณอินพุตที่มีมาให้แล้ว  ยังมีขั้วต่อเอาท์พุตมาให้ด้วยเช่น  เพื่อความสะดวกหากต้องการนำ ERGO Amp 1 อยู่ตรงกลางระหว่างซอร์สต้นทางกับอินทิเกรตแอมป์  จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียเวลาสลับสายนำสัญญาณถอดเข้าถอดออกให้มันยุ่งยาก
               
เมื่อนำแผ่นซีดีที่เคยฟังจากการเล่น ERGO Model 1 และ Model 2 มาลองเล่นผ่านอีกครั้ง
               
คุณภาพเสียงที่ได้รับ  บอกได้เลยว่า แตกต่างจากลักษณะเสียงแบบเดิมค่อนข้างมาก  อันที่จริงผมอยากจะใช้คำพูดว่าต่างกันสุดขั้วเสียด้วยซ้ำ แต่กลัวว่าจะดูเว่อร์ไปเสียหน่อย
               
มันเหมือนกับการฟังชุดเครื่องเสียงที่ระบบไฟฟ้าปราศจากคลื่นรบกวนทางไฟฟ้าพวก EMI/RFI และเหมือนกับการยกเอาแอมป์ระดับไฮเอ็นด์มาต่อมาใช้งานอย่างไรอย่างนั้นทีเดียว
               
ย่านความถี่เสียงต่ำ ยกตัวอย่างพวกอะคูสติกเบสกันก่อน  หัวโน้ตของเครื่องดนตรีพวกนี้  เมื่อฟังผ่าน ERGO Amp1 ให้พละกำลังเสียงเบสหนักแน่น กระชับ ให้เสียงที่ตึงแน่นดีมาก  ตอนต้นเสียงของพวกอะคูสติกเบส ให้แรงปะทะของหัวโน้ตออกมาได้ดีมากๆ  หนัก แน่น และรับรู้ได้ถึงมวลอากาศที่ห่อหุ้มโน้ตเสียงได้อย่างเด่นชัด  เสียงให้รายละเอียดออกมาได้ดีกว่าเก่า  ฮาร์มอนิกส์ของเสียงก็เก็บนำออกมาแสดงให้ได้ยินมากกว่าเดิม
               
เสียงร้อง จะให้ความใสและมีรายละเอียดของเสียงมากขึ้น  ระหว่างเสียงร้องกับเสียงเครื่องดนตรี มีช่องว่างแตกต่างมากกว่าเดิม  แต่ละเสียงให้โฟกัส และมีความคมชัดซึ่งถ่ายทอดออกมาได้ชัดเจนดีมากๆ
               
เสียงแซ็กโซโฟน  หลายๆแผ่นเมื่อฟังผ่าน ERGO Amp 1 ผมชอบตรงที่ให้มวลอากาศพวยพุ่งออกมาได้ดีมาก  ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินตรงนี้สักเท่าไร  และที่สำคัญก็คือย่านความถี่กลางสูง เปิดโปร่งและพลิ้วมากกว่าเดิม
               
ยิ่งเป็นแผ่น PONCHO SANCHEZ-CONGA BLUE เมื่อฟังผ่าน ERGO Amp 1 ความสนุกคึกคักมามากกว่าเดิม รายละเอียดของเสียงที่ไหลพรั่งพรูออกมาดังสายน้ำที่ไม่เคยเหือดแห้ง  ทุกเสียงกระจ่างชัด  ให้น้ำหนักจะโค่นหนักเบาออกมาได้เด่นชัดมากขึ้น สปีดทรานเซี้ยนต์มีความฉับไวมากขึ้น  ย่านเสียงเบสกลางที่ฟังดูนุ่ม  กับถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมาก  รูปวงกว้างขวางโอ่อ่ามากๆครับ
               
ERGO AMP 1 จะขยายช่องว่างความแตกต่างของคุณภาพเสียงระหว่างERGO Model 1 และ Model 2 ออกมาได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
               
ไม่มีอะไรจะบอกกล่าวมากกว่านี้...นอกเสียจากแนะนำให้ไปลองฟังด้วยตนเองจะดีกว่า  เมื่อถึงเวลานั้นก็จะทราบเองว่า ทำไมผมถึงพูดว่าซิสเต็มเครื่องเสียง ที่มีค่าตัวเรือนรวมกันไม่ว่าจะหลักหมื่นปลายๆหรือแสนต้นๆ  คุณภาพเสียงจะสู้ ERGO AMP 1 บวกหูฟัง ERGO ทั้ง Model  1 หรือ Model 2 ได้หรือเปล่า...ลองพิสูจน์ด้วยตนเองแล้วจะทราบครับ ว่าผมพูดจริงไม่ได้โม้หรือแค่จำอวดพูดโอ้อวดให้ดูโก้ๆเท่านั้น.../

 

ERGO AMP1 SPECIFICATION

 
Output
:(rms. 4 Ohm)… 3. Watt
Input sensitivity
:300 mV for 3. Watt
Input impedance
:22Kohm
Amplification
:20 dB
Frequency
:20 - 20 kHz
Output impedance
:2 - 600 Ohms
Outputs
:1 x 6.3 mm, 1 x ERGO AMT, 1 Cinch
Size
:W 200 x D 180 x H 70mm
Weight (w/o adapter)
:1.1 Kg.
Voltage
:230 AC input / 16 VAC 0.5 Amp.
ซิสเต็มที่ใช้ทดสอบร่วม
เครื่องเล่นซีด
: Rega Apollo, Marantz: CD72mk II
อินทิเกรตแอมป์
: Rega Mira3
Bose
: Wave Music System
หูฟัง
: Bose/triport
ลำโพง
: Quad 22L
สายสัญญาณ
: Inakustik NF-202
สายลำโพง
: Inakustik LS1002
เครื่องกรองไฟ
: Clef PowerBRIDGE 8

นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย INTENNIA CO.,LTD.โทร. 02-613-1737-8


 

 

twitter facebook

Copyright 2008 Intennia Co,. Ltd. All right reserved.

twitter facebook