ERGO:MODEL 2
การออกแบบนี้เช่นถือได้ว่ามีความอาจหาญอยู่ไม่น้อย เพราะลักษณะหูฟังทั่วไปก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่ถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังสามารถปรับเลื่อนขยับขยายให้เหมาะสมกับสรีระตามรูปศีรษะของแต่ละคน ไม่ได้ออกแบบมาแบบปรับอะไรไม่ได้เหมือนอย่าง Ergo Model 2 นี้ ยิ่งเปรียบเทียบกับหูฟังพวก Earbud ที่สอดใส่เข้าไปในรูหูได้โดยตรง ยิ่งเห็นข้อแตกต่างในเรื่องความเล็กและเบากว่าได้อย่างชัดเจน
ผมเชื่อว่าด้วยรูปร่างที่ใหญ่ของ Ergo Model 2 คงจะมีที่มาที่ไปแน่ คงไม่ใช่ต้องการสร้างความแปลกเพื่อให้แตกต่างจากหูฟังอื่นๆทั่วไปแต่เพียงอย่างเดียว
จากการศึกษาค้นคว้าคร่าวๆ ก็พบว่า Ergo Model 2 ออกแบบมาจากพื้นฐานการได้ยินของมนุษย์ คลื่นความถี่เสียงต่างๆนั้น จะเดินทางผ่านช่องหูของคนเราซึ่งประกอบด้วยสามส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง หูชั้นนอก ประกอบด้วยใบหูซึ่งจะทำหน้าที่รับคลื่นเสียงและส่งผ่านไปตามช่องหูจนถึงชั้นเยื่อแก้วหูซึ่งกั้นระหว่างหูชั้นนอกและหูชั้นกลาง ส่วนที่สองคือหูชั้นกลาง มีลักษณะเป็นโพรงอากาศที่ถูกแยกออกจากหูชั้นนอกด้วยเยื่อแก้วหูที่แปะติดกับกระดูก 3 ชิ้นเล็กๆที่เรียงต่อกันเป็นโซ่ คือ กระดูกรูปค้อน, กระดูกรูปทั่ง และโกระดูกรูปกลน ทำหน้าที่รับแรงสั่นสะเทือนและขยายเสียงต่อจากเยื่อแก้วหูแล้วส่งต่อไปยังหูชั้นใน นอกจากนี้ที่หูชั้นกลางยังมีท่อยูสเตเชี่ยนที่ต่อไปยังส่วนบนของคอที่ต่อกับโพรงจมูก ทำหน้าที่ระบายอากาศภายในหูชั้นกลาง ส่วนที่สามคือ หูชั้นในประกอบด้วยอวัยวะ 2 ส่วนคือ ส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยิน เป็นอวัยวะรูปหอย ภายในมีของเหลวและเซลขนที่ทำหน้าที่รับเสียงจากกระดูกโกลนในหูชั้นกลางแล้วแปลงเป็นสัญญาณประสาทส่งไปยังประสาทหู ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณประสาทไปยังสมองเพื่อแปลความหมายของคลื่นเสียงเพื่อประมวลผล ดังนั้นมนุษย์จึงได้ยินและรับรู้ลักษณะของเสียงด้วยความทุ้มแหลมของเสียงหรือพิตช์ (pitch) และความดัง (loudness) แทนที่จะเป็นความถี่และแอมพลิจูดของคลื่นเสียง ซึ่งระดับเสียงทุ้มต่ำหมายถึงคลื่นเสียงที่มีความถี่ต่ำ และระดับเสียงแหลมสูงหมายถึงคลื่นเสียงที่มีความถี่สูง ส่วนความดังนั้นจะขึ้นอยู่กับแอมพลิจูดของคลื่นเสียง
ส่วนทิศทางการเดินทางของคลื่นหูของคนเราจะรับรูได้สองแบบ คือการได้ยินแบบตรงๆ ทำมุม 90 องศากับใบหู กับการได้ยินโดยอ้อมคือเดินทางตามโครงสร้างของใบหูเดินทางเข้าช่องการรับรู้การได้ยิน มุมการได้ยินของใบหูซึ่งสามารถได้ยินแล้วมีความผิดเพี้ยนของคลื่นเสียงได้น้อยที่สุดคือ แนวคลื่นเสียงที่เดินทางในระนาบทำมุม 45 องศาด้านหน้า และ 45 องศาด้านหลัง 90 ส่วนในแนวตั้งนั้น หูของคนเราจะรับรู้ได้ดีที่สุดก็คือคลื่นเสียงที่เดินทางเข้าสู่หูทำมุม 30 องศาเหนือใบหูและ 45 องศาในแนวต่ำกว่าใบหู การศึกษาเหล่านี้นำมาสู่การออกแบบหูฟัง Ergo นอกเหนือจากนี้ ทาง Ergo ยังบอกอีกว่า การออกแบบหูฟังทั่วไปที่ออกแบบมาครอบใบหูนั้น จะไปกดทับใบหูทำให้ทำให้คลื่นเสียงขาดหายไป จึงต้องเปิดให้ดังขึ้นเพื่อชดเชยการสูญเสียของคลื่นเสียงที่หายไป
แม้ว่าถึง ณ วันนี้ผมยังไม่มีศึกษาเทียบเคียงกับหูฟังพวกสอดใส่ในรูทั้งหลายจะมีทฤษฎีมาหักล้างเรื่องนี้อย่างไร แต่ก็ช่างเถอะ ทฤษฎีคือแสดงผลจากการศึกษาสุดท้ายก็ต้องประเมินผลจากการฟังอยู่ดี
ในช่วงแรกๆของการฟังนั้น ผมออกจะผิดหวังในคุณภาพเสียง Ergo Model 2 เป็นอย่างมาก นึกในใจถ้าราคาขนาดนี้แล้วได้คุณภาพเสียงแค่นี้ จะขายใครได้!!!! อย่าว่าแต่ให้คนอื่นซื้อเลยแม้แต่ตัวผมเองก็ไม่ซื้อเช่นกัน เลยต้องมาพิเคราะห์หาเหตุที่มาที่ไปก่อนจะด่วนสรุปอะไรที่ผิดๆออกไป
Ergo Model 2 แตกต่างจากหูฟังอื่นๆทั่วไปตรงที่เป็นหูฟังที่ใช้ไดนามิกไดรเวอร์ประเภท Dynamic Open Back วางแนวในการกระจายเสียงให้ตรงกับหลักการได้ยินของมนุษย์เรา มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่า ท่อนฟองน้ำที่อยู่หลังหูฟังจะเป็นตัวบ่งบอกตำแหน่งในการวางหูฟัง ควรวางให้ตำแหน่งท่อนฟองน้ำนี้อยู่หลังใบหูเกือบแน่บชิดติดกับใบหูแต่ไม่ได้ติดใบหูเลยทีเดียว ใครจะไปลองหูฟังของ Ergo ควรคำนึงถึงจุดนี้ด้วยครับ เพราะหากวางไม่ตรงตามที่เขาออกแบบมาเสียงค่อนข้างจะบางใส น้ำหนักเสียงเบสจะรู้สึกอ่อนล้าโรยแรงไปค่อนข้างมาก และสุดท้ายจะทำหน้าเบ้!! แพงก็แพงทำได้แค่นี้เนี่ยนะ
อยากจะเสนอแนะเพิ่มเติมอีกว่า เนื่องจากสรีระศีรษะแต่ละคนไม่เท่ากัน ผมแนะนำว่าให้เริ่มวางตำแหน่งของหุฟังโดยให้แท่นฟองน้ำนี้ชิดติดใบหูเสียก่อน แล้วค่อยขยับที่ละนิดจนได้ตำแหน่งการวางที่ได้คุณภาพเสียงออกมาดีที่สุด ส่วนช่องหูก็พยายามให้อยู่ในระดับกึ่งกลาง
เปรียบเทียบคุณภาพเสียงระหว่างหูฟังที่ผมเคยใช้มาในอดีต ผมรู้สึกค่อนข้างถูกใจในตัว Ergo Model 2 มากกว่า เนื่องจากลักษณะของ Ergo Model2 ไม่ได้สัมผัสและครอบหูไปทั้งหมด ดังนั้นเมื่อฟังนานๆก็ไม่รู้ร้อนหรือมีเหงื่อออกบริเวณหูแต่อย่างไร ผมเองเป็นคนขี้ร้อนและมีเหงื่อออกค่อนข้างง่าย ฟังเพลงด้วยหูฟังนานๆทีไร จะรู้สึกร้อนบริเวณหู และมีเหงื่อออกค่อนข้างเยอะ จนทำให้หนังบริเวณที่ครอบหูฟังเปื่อยจนยุ่ยลอกหลุดออกมาได้เป็นแผ่นๆเสมอ
Ergo Model 2 ดูเหมือนจะเป็นหูฟังที่กินกำลังพอสมควร แต่จากการใช้งานปรากฏว่าเป็นหูฟังที่เล่นง่ายขับง่าย อาทิเช่นผมปรับระดับความดังของหูฟังจากเครื่องเล่นซีดี Marantz :CD 72 mkII ปรับแค่ระดับ 9 นาฬิกาก็ได้ระดับความดังที่ดังมากแล้ว สามารถต่อเล่นกับเครื่องเล่นทุกประเภทที่มีช่องต่อหูฟังไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ Ergo Model 2 ก็สามารถเสียบต่อใช้งานได้หมด ขนาดมาตรฐานแจ๊คต่อคือขนาด 6.3 มม. แต่จะมีอะแด๊ปเตอร์ขนาด 3.5 เตรียมไว้ให้เช่นกัน
Ergo Model 2 ในการใช้งานในช่วงแรกๆ ผมรู้สึกว่าต้องใช้การเบิร์นอินพอสมควร เพราะช่วงแรกๆในการฟัง ผมรู้สึกว่าเสียงโดยรวมค่อนข้างทื่อแข็งไปหน่อย อันที่จริง การรับสินค้ามาลองฟังนั้น เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาที่ทราบว่าหูฟังที่ได้รับผ่านการใช้งานมาบ้างแล้วยัง ถ้าผ่านการใช้งานมาแล้วก็คาดเดายากว่าได้ใช้ไปกี่ชั่วโมงแล้ว ก็เลยเปิดทิ้งไวก่อนทิ้งแม้จะได้ฟังบ้างไม่ได้ฟังบ้างก็ตาม ก่อนฟังจริงจังก็เปิดทิ้งด้วยแผ่น Ayre : System Enhancement Disc อีกหลายชั่วโมง
จะว่าไป Ergo Model 2 มีลักษณะบุคลิกเสียงที่คล้ายคลึงกับลำโพงตั้งพื้น Quad 22L ซึ่งผมใช้อยู่ค่อนข้างมากทีเดียว ถึงแม้จะไม่ได้เหมือนจนแทบจะถอดพิมพ์สไตล์เสียงเดียวกันมา แต่ก็คล้ายจนอดแปลกใจไม่ได้
ข้อเด่นแรกของ Ergo Model 2 คือการจำลองรูปวงครับ Ergo Model 2 สามารถถ่ายทอดลักษณะของรูปวงออกมาได้เป็นอย่างดี ลักษณะรูปวงที่ผมเคยรู้สึกได้เมื่อฟังจากลำโพงตั้งพื้นที่ใช้ประจำนั้น Ergo Model 2 ก็สามารถก็จำลองออกมาได้อย่างนั้น ถึงแม้ว่าลักษณะการฟังผ่านหูฟังจะรู้สึกแปลกออกไปบ้าง จากความรู้สึกโอ่อ่ากว้างขวางที่เคยได้รับจากลำโพงตั้งพื้น แต่ก็ต้องบอกว่าลักษณะรูปวงเช่นนี้แหละใช่เลย ในบางแผ่นอาทิเช่น Percussion Fantasia/FIM-FIMCD017 ผมรู้สึกว่าเสียงที่ได้ยินบางเสียงนั้นดังมาจากด้านนอกของหูฟังเสียด้วยซ้ำ หรือเสียงร้องคอรัสในแทรคที่ 4 “Till it happens to you”/Conrinne Bailey Rae(Capital – CDP 0946 3 66361 2 2) ผมได้ยินเสียงคอรัสนั้น ร้องดังมาจากด้านนอกของหูฟังเลยทีเดียว หรือแม้แต่แทรคที่หก “Call me when you get this” เสียงดนตรีที่ได้ยินรู้สึกราวกับว่าอยู่ห่างจากหูฟังออกไปอีก
Ergo Model 2 ให้โทนบาลานซ์ของคลื่นความถี่เสียงออกได้เยี่ยมมาก แต่ละย่านความถี่เสียงเสมอและเท่าเทียมกัน ไม่มีช่วงความถี่หนึ่งความถี่ใดพุ่งโดดเด่นล้ำหน้าออกมา เปรียบเทียบกับหูฟังที่ผมใช้ประจำอาจจะรู้สึกว่าเด่นออกไปทางด้านความถี่กลาง-ต่ำ ส่วนย่านความถี่กลาง-สูงหย่อนลงไปบ้าง แต่สำหรับ Ergo Model 2 ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทุกย่านความถี่เสียงถ่ายทอดออกมาได้อย่างมาราบลื่น มวลเสียง น้ำหนักเสียงก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างถูกต้องสมจริงสมจัง ไม่น้อยไม่มากพอดีดังที่เป็นอยู่ตามสัญญาณความถี่เสียงต้นฉบับ
ลักษณะของเสียงที่พึงได้รับจาก Ergo Model 2 คือเนื้อเสียงที่สะอาด ปราศจากสีสันที่อาจจะถูกแต่งเติมจากวัสดุตัวขับเสียงที่ใช้ในหูฟังนั้น สไตล์เสียงจะแปรเปลี่ยนไปตามซอร์สที่ใช้งาน เปรียบเทียบกับที่ฟังผ่าน Bose : Wave Music System และ เครื่องเล่นซีดี Marantz :CD 72 mkII ทั้งสองแหล่งนี้จะให้ความโปร่งของพื้นสนามเสียงแตกต่างกัน ฟังผ่านMarantz :CD 72 mkII จะให้เสียงที่เปิดโปร่งมากกว่า ขณะที่ฟังผ่าน Bose : Wave Music System ความโปร่งของเสียงหย่อนลงมาเล็กน้อย ยิ่งต้นทางมีคุณภาพสูงเท่าไร คุณภาพเสียงที่พึงได้รับจะสูงตามขึ้นเท่านั้น
เนื้อเสียงเป็นอีกเรื่องที่สมควรจะได้รับการยกย่องว่า Ergo Model 2 ให้เนื้อเสียงได้อย่างยอดเยี่ยมทั้ง ความเข้มข้น มวลน้ำหนัก สปีดความฉับไวที่เต็มไปด้วยพละกำลังและความหนักแน่น ไม่ได้ให้เฉพาะเสียงแน่นๆแต่ขาดรายละเอียดไป แต่ละเสียงสามารถขับดันรายละเอียดของเสียงต่างๆออกมาได้อย่างชัดเจน ไม่ได้โดนกลบหรือขาดหายไปแต่อย่างไร หูฟังบางยี่ห้อให้รายละเอียดต้นเสียงดี แต่หางเสียงขาด หรือรายละเอียดของเสียงดีทั้งต้นเสียงและปลายเสียงแต่น้ำหนักเสียงพร่องไป ได้อย่างเสียอย่าง
ในแทรคแรก “Poem of Chinese Drum”/Yim Hok-Man เทียบเคียงจากที่เคยฟังจากหูฟังที่ผมใช้ประจำจะให้เสียงหนักแน่นดีอยู่แล้ว แต่เมื่อนำมาเทียบเคียงกับ Ergo Model 2 นอกเหนือจากคุณภาพความหนักแน่นที่ผมได้รับนั้น รายละเอียดของย่านความถี่เสียงต่ำขับดันแจกแจงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ได้โดนกลบหายไป เปรียบเทียบกับช่วงเบาสุดและดังมากขึ้น Ergo Model 2 ให้ช่องห่างระหว่างเบาสุดและดังสุดออกมาได้อย่างกว้างขวาง ส่งผลให้ Ergo Model 2 เป็นหูฟังที่ให้ช่วงสวิงไดนามิกเสียงได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ อีกทั้งการแจกแจงรายละเอียดการคงอยู่ การจางหายไปของเสียงที่เราเรียกว่า ฮาร์มอนิกส์ของเสียงนั้น Ergo Model 2 ก็แจกแจงถ่ายทอดลักษณะเหล่านี้ออกมาได้ดีมากๆ
หากจะถามว่า ย่านความถี่เสียงต่ำของหูฟัง Ergo Model 2 เป็นอย่างไร หากเปรียบเทียบกับ Quad 22L คงจะลำบาก เพราะลักษณะของคุณภาพย่านความถี่เสียงต่ำจากลำโพงตั้งพื้นกับสิ่งที่ได้ยินจากหูฟังนั้น ย่อมมีความแตกต่างกันแน่นอน แต่ผมบอกได้ว่า ผมไม่เคยได้ยินย่านความถี่ต่ำๆที่ผิดเพี้ยนหรืออ่อนในเรื่องความหนักแน่น หนักหน่วง สปีดความว่องไวจาก Ergo Model 2 เลย ไม่ว่าจะฟังเพลงแนวใดก็ตาม |
ไม่เพียงแต่จะให้ช่วงไดนามิกเสียงที่ดีเท่านั้น ลักษณะเสียงที่คาบเกี่ยวกันเนื่องจากมีคลื่นความถี่เสียงที่คาบเกี่ยวใกล้เคียงกันนั้น การฟังจากลำโพงทั่วไป การแจกแจงลักษณะคลื่นเสียงที่มีช่วงความถี่คาบเกี่ยวกันเช่นนี้ บางครั้งก็ไม่สามารถแจกแจงออกมาได้ดีนัก ทั้งนี้ก็ล้วนมีปัจจัยหลายปัจจัยด้วยกัน อาทิเช่น คุณภาพของลำโพง คุณภาพของแอมป์ หรือแม้แต่สภาพอะคูสติกของห้อง เรื่องพวกนี้หูฟังจะได้เปรียบกว่าเพราะเรื่องพวกนี้ไม่มีผลกระทบใดๆถ้าฟังจากหูฟัง แต่หูฟังไม่ทุกยี่ห้อที่จะสามารถแจกแจงออกมาได้ดีนัก Ergo Model 2 ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวังในเรื่องนี้ เพราะถ่ายทอดออกมาได้อย่างชัดเจน แม้จะฟังในระดับสัญญาณเบาๆก็ตาม เพราะเรื่องทำนองนี้หากซิสเต็มใดไม่สามารถแจกแจงออกมาได้ เราจะรู้สึกว่าเพลงนั้นเสียงดังรกหูฟังแล้วรู้สึกน่ารำคาญ อึดอัด แผ่นบางแผ่นที่ผมเคยฟังกับบางซิสเต็มแล้วรู้สึกรำคาญ เพราะไม่สามารถแยกรายละเอียดของโน้ตเสียงแต่ละโน้ตออกมาได้ดีมากนัก อาทิแผ่น YES/FRAGILE,MFSL-UDCD766 หรือแผ่น YES/REUNION,BMG-75517486762 ผมรู้สึก Ergo Model 2 ทำให้อรรถรสในการฟังจากแผ่นพวกนี้ดีขึ้นเยอะ รายละเอียดของเสียงที่แจกแจงแยกแยะออกมาตามตัวโน้ต ตามเสียงดนตรีนั้นๆออกมาได้เป็นอย่างดี
เมื่อก่อนรายละเอียดของเสียงบางด้านในการฟังจากลำโพงนั้น แทบจะไม่ได้ยินเลยทีเดียว แต่เมื่อฟังผ่าน Ergo Model 2 บางครั้งก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า บางท่อนบางช่วงเวลาของเพลงที่ฟังบ่อยๆ ก็รู้สึกฉงนว่า อ้าวตรงท่อนนี้มีรายละเอียดเสียงตรงนี้ซ่อนอยู่ด้วยเหรอ ถึงแม้จะไม่ใช่แผ่นออดิโอไฟล์ระดับเยี่ยม แผ่นเพลงไทยอย่างเพลง “แมน” / ป้าง,นครินทร์ กิ่งศักดิ์/เลี่ยมทอง Ergo Model 2 ทำให้ผมฟังเพลงของป้างได้มันส์มากขึ้น ได้อรรถรสในการฟังเพลงดียิ่งขึ้น และรู้สึกได้ถึงอารมณ์ความดิบสดของเสียงดนตรีที่ซ่อนเร้นอยู่
การที่เนื้อเสียงถูกบีบเสียงให้บางเรียวเล็กนั้น เป็นอีกจุดหนึ่งที่ส่งผลให้ชุดเครื่องเสียงนั้นหรือหูฟังนั้นไม่น่าภิรมย์ที่จะใช้พักผ่อนในการฟังเพลงเท่าไรนัก “CARMEN FANTASIE op.25”/RUGGIERO RICCI,JVC-XRCD24 ผมค่อนข้างจะทึ่งกับเนื้อเสียงไวโอลินจากการถ่ายทอดของ Ergo Model 2 ค่อนข้างมากที่ให้เนื้อเสียงระดับลำโพงไฮเอ็นด์ชั้นดีเลยทีเดียว การผ่อนหนักผ่อนเบาของการสีคันชักไวโอลิน Ergo Model 2 ถ่ายทอดน้ำหนักเสียงออกมาได้อย่างน่าชื่นชม
สำหรับนักเล่นที่ชอบฟังเสียงร้อง Ergo Model 2 จะทำให้ชื่นชอบนักร้องที่ชื่นชอบได้มากขึ้น หลายแผ่นที่ผมรู้สึกว่า Ergo Model 2 แยกเสียงร้องให้ลอยเด่นเหนือเสียงดนตรีที่เล่นเป็นแบ็กอัพอยู่นั้นได้อย่างชัดเจน “sinkin’ soon”/Not to late,Norah Jones(Blue Note Records-0946 3 74516 25) เสียงร้องของ Norah ดังลอยเหนือเสียงดนตรีออกมาอย่างชัดเจน จะรู้สึกได้ถึงช่องว่างระหว่างเสียงร้องกับเสียงดนตรี เมื่อมีเสียงร้องคอรัสดังเพิ่มเข้ามา จะรู้สึกได้เลยว่า เสียงคอรัสนั้นอยู่ระหว่างเสียงร้องของ Norah และเสียงดนตรี รายละเอียดของเสียงเครื่องดนตรีต่างไม่ว่าจะเป็นเสียงเครื่องดนตรีพวก guitjo, mandolin, tombone, bass และ เสียงกลอง ก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างกระจ่างชัด
สำหรับเสียงร้องผมก็ถือว่าเป็นหมากเด็ดของ Ergo Model 2 ทีเดียว ไม่ว่าจะชื่นชอบนักร้องชายหรือนักร้องหญิง Ergo Model 2 ให้เนื้อเสียงของเสียงร้องออกมาได้ดีจริงๆ ไม่ว่านักร้องนั้นจะมีคีย์โทนเสียงอยู่ในย่านใด โทนใด ก็ถ่ายทอดออกมาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งน้ำหนัก เนื้อเสียงและรายละเอียดเสียง การกลืนน้ำลายขณะร้อง การผ่อนหนักผ่อนเบาของเสียง ให้รายละเอียดออกมาได้เป็นอย่างดี ถึงแม้เสียงนักร้องซึ่งมีโทนเสียงต่ำมากๆจะเป็นปัญหาของพวกหูฟังหรือแม้แต่กระทั่งลำโพงก็ตาม Ergo Model 2 ก็ให้ออกมาได้อย่างน่าชื่นชม ถึงแม้เมื่อเทียบกับลำโพงจะด้อยไปบ้างก็ตาม
ใครที่ชอบเสียงย่านความถี่สูงพลิ้ว กังวาน สดใส Ergo Model 2 อาจจะไม่ใช่แนวทางที่กำลังมองอยู่ เมื่อเปรียบเทียบกับเพลงที่ฟังบ่อยๆแล้ว ผมรู้สึกว่า ความใส กังวานของ Ergo Model ไม่ได้ใสกระจ่างกังวานเหมือนลำโพงที่ใช้โดมโลหะ ลักษณะย่านเสียงแหลมของ Ergo Model 2 ให้เสียงออกมาคล้ายคลึงกับแนวเสียงพวกทวีตเตอร์โดมผ้าไหมสมัยเก่าๆ ทำให้ความโปร่งของย่านความถี่เสียงกลาง-สูงไม่ได้เปิดโปร่งใส เปรียบเสมือนแสงไฟที่มีการหรี่แสงลงมาเล็กน้อย เพื่อให้รู้สึกสบายขึ้น เปรียบเทียบกับย่านความถี่เสียงกลาง หรือต่ำ ทั้งสองย่านความถี่เสียงนี้จะเปิดมากกว่า
จากที่ได้ลองเล่นลองฟังมาหลายชั่วโมง ผมรู้สึกหวั่นๆใจอยู่มิใช่น้อย หากจะให้คุณภาพเสียงที่ได้รับจาก Ergo Model 2 เป็นมาตรฐานอ้างอิงในการเลือกซื้อลำโพงสักคู่หนึ่ง จะต้องเตรียมเงินเป็นจำนวนกี่เท่าของราคา Ergo Model 2 จึงจะได้คุณภาพเสียงที่เทียมเท่ากัน แต่ถ้าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีกว่า Ergo Model 2 จะต้องบวกเงินเพิ่มขึ้นไปอีกกี่เท่ากันแน่.../ |
| |
|
Speaker |
: Dynamic open |
Frequency response |
: 20 Hz – 20,000 Hz |
Nominal Impedance |
: 100 Ohm per system |
Sensitivity |
: 96 dB |
THD |
: < 0.3% |
Coupling to the Air |
: Completely open |
Weight |
: 580 g |
Connecting Cable |
: 3 m. |
Plug |
: 6.3 mm stereo |
|
|
ซิสเต็มที่ใช้ทดสอบร่วม |
|
|
|
เครื่องเล่นซีดี |
: Rega Apollo, Marantz: CD72mk II |
อินทิเกรตแอมป์ |
: Rega Mira3 |
Bose |
: Wave Music System |
หูฟัง |
: Bose/triport |
ลำโพง |
: Quad 22L |
สายสัญญาณ |
: Nordost/Red Dawn, Nordost/Flatline, Monster Cable/M550i, Interlink400 |
สายลำโพง |
: Audioquest, XLO |
|
|
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย INTENNIA CO.,LTD.โทร. 02-613-1737-8
|
| |
|