นิตยสาร What Hi-Fi (Out 2009)
MUSIC PLAYER


   

เครื่องเล่นไฟล์เพลงที่ครอบคลุมและครบครัน

 

“เมื่อสองปีที่แล้ว ผมรู้สึกผิดมากที่เคยหลงใหลและชื่นชอบ internet radio เนื่องจากอัตราบิทเรทของไฟล์เสียงเหล่านี้จะอยู่ที่ประมาณ 192k หรือมากกว่านั้น ซึ่งโดยมากแล้วไม่ค่อยมีคุณภาพเสียงที่ดีเท่าไหร่ ดังนั้นผมจึงลดการซื้อไฟล์เพลงเหล่านี้ ซึ่งทำให้ผมพบว่าผมสามารถประหยัดเงินที่ใช้ไปกับการซื้อไฟล์เพลงผ่านอินเตอร์เน็ตได้มากมาย สำหรับผม ผมเลิกซื้อไฟล์เพลงเหล่านี้แล้ว” นี่คือหนึ่งความเห็นจาก Peter DeBoer หนึ่งในผู้อ่านหนังสือ Stereophile ที่ตอบโพลสำรวจของเรา”

 

 

 

แต่ปัจจุบันนี้ บรรดานักเล่นเครื่องเสียงและผู้ที่รักในเสียงดนตรีต้องพบกับความยั่วยวนใจในไฟล์เพลงรูปแบบดิจิตอลอีกครั้ง เนื่องจากบรรดาผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงและผู้ผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างพากันพยายามพัฒนาและนำเสนออุปกรณ์สำหรับการเล่นไฟล์เพลงดิจิตอลที่มีคุณภาพเสียงที่ยอมรับได้สำหรับบรรดานักเล่นเครื่องเสียง แต่ก็อย่างที่ทราบ ด้วยรูปแบบการบีบอัดไฟล์แบบ MP3 และการส่งผ่านไฟล์เพลงเหล่านี้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้ไฟล์เพลงประเภทนี้มีความละเอียดที่ต่ำมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะยกระดับไฟล์เพลงเหล่านี้ให้ดีขึ้นและอยู่ในมาตรฐานที่นักเล่นเครื่องเสียงหรือนักฟังเพลงทั่วไปยอมรับได้
ย้อนกลับไปในสมัยก่อนที่จะมีระบบอินเตอร์เน็ตอย่างทุกวันนี้ ในยุคสมัยนั้น ช่องทางในการฟังเพลงมีให้เลือกไม่มากนัก โดยหลักๆ แล้วจะมีแค่ 3 ช่องทางเท่านั้น คือ ฟังผ่านวิทยุ, แผ่น CD และเทป เนื่องจากทางเลือกมีไม่มากเหมือนอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายมากที่จะตัดสินใจว่าจะฟังเพลงจากช่องทางไหน แต่ปัจจุบันนี้ ช่องทางหรือแหล่งต้นทางของการฟังเพลงมีให้เลือกอย่างมากมาย ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกหยิบจับอุปกรณ์ประเภทต่างๆ มาผสมใช้งานได้ตามความต้องการของตัวเองราวกับการสั่งอาหารตามสั่งก็ไม่ปาน คุณสามารถเลือกได้ตั้งแต่ แอมป์, ปรีแอมป์, จูนเนอร์, DAC, เครื่องงเล่น CD, อุปกรณ์ music server, อุปกรณ์เล่นเพลงผ่านระบบเน็ทเวิร์ค, ปรีแอมป์โฟโน, iPod dock, ฯลฯ และอย่างที่ทราบปัจจุบันนี้อุปกรณ์ทางด้านการฟังเพลงในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงแตกแขนงกันออกไปอย่างมากมาย จนยากที่จะจัดว่าอุปกรณ์ใหม่ๆเหล่านั้น ควรจะจัดอยู่ในกลุ่มอุปกรณ์ประเภทไหนดี
ดังนั้น เพื่อไม่ให้ลูกค้าสับสน และเพื่อให้ลูกค้าสามารถนำไปใช้ฟังเพลงได้ทุกรูปแบบ บริษัทผู้ผลิตเครื่องเสียงหลายๆ รายจึงได้นำคุณสมบัติต่างๆ เหล่านั้นมาใส่ไว้ในเครื่องเล่น CD เช่นเดียวกับอุปกรณ์ที่ชื่อว่า Music Player ของบริษัท T+A ซึ่งเป็นบริษัทเครื่องเสียงจากเยอรมัน ซึ่งอุปกรณ์ที่ว่านี้น่าจะช่วยตอบปัญหาให้กับนักเล่นเครื่องเสียงร่วมสมัยอย่าง Peter DeBoer ได้เป็นอย่างดี

คุณสมบัติต่างๆ
นี่คือคุณสมบัติคร่าวๆ ของเจ้า Music Player : เครื่องเล่น CD, iPod Dock, FM จูนเนอร์, มีระบบรองรับ Web-radio, รองรับการฟังเพลงผ่านคอมพิวเตอร์และระบบเน็ทเวิร์ค NAS และมี DAC สำหรับถอดสัญญาณเสียงดิจิตอลจากแหล่งโปรแกรมภายนอกสองชุด นอกจากนี้ Music Player ยังมาพร้อมกับรีโมทและช่องสัญญาณเอาท์พุทอีกหลายชุดด้วยกัน ดังนั้นผู้ใช้จึงสามารถใช้งานเป็นปรีแอมป์แบบดิจิตอลได้ (รายละเอียดคุณสมบัติและความสามารถส่วนนี้จะอธิบายอีกทีในช่วงหลัง)
ในด้านการออกแบบและงานประกอบ ต้องบอกว่าทาง T+A ทำออกมาได้เนี้ยบสวยงามจริงๆ การประกอบชิ้นส่วนต่างๆ มีความแม่นยำพอดิบพอดีสูงมาก แถมยังมีรูปลักษณ์ที่สวยงามหรูหราและทันสมัยอีกด้วย แผงด้านข้างเครื่องที่มีความโค้งมนสีดำซาตินที่ดูสวยงามและหรูหรา ยิ่งทำให้อุปกรณ์ชิ้นนี้มีความสวยงามเพิ่มมากขึ้นจนคุณสามารถนำออกมาโชว์เพื่อนฝูงที่มาเยี่ยมบ้านคุณได้อย่างสบาย แผ่นเหล็กที่นำมาใช้มีความหนาและความแข็งแรงทนทานสูงมาก

ที่แผงด้านหน้าเครื่อง เริ่มตั้งแต่ด้านซ้ายมือ จะเป็นปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง ปุ่มสำหรับเลือกแหล่งสัญญาณอินพุท 4 ชุด ซึ่งมี Disc, Radio, SCL (ย่อมาจากคำว่า Streaming Client), Dig ½ (สำหรับช่องสัญญาณอินพุทแบบดิจิตอลทั้ง 2 ชุด) ถัดมาคือปุ่ม Menu บริเวณกลางเครื่องคือหน้าจอเครื่อง ถัดมาคือปุ่ม Menu บริเวณกลางเครื่องคือหน้าจอเครื่อง ถัดมาทางด้านขวาคือปุ่มเปิด/ปิดถาดใส่แผ่น CD ถัดมาทางขวาชุดสุดท้ายคือปุ่มสำหรับใช้ควบคุมเครื่องเล่น CD อีก 6 ปุ่ม ซึ่งประกอบไปด้วยปุ่ม Stop, Play, Skip, FF, Favorites และ Mode


ข้อมูลจำเพาะ
เครื่องเล่น CD และเครื่องเล่นไฟล์เพลงพร้อมด้วยภาครับวิทยุ FM, รีโมทคอนโทรลไร้สาย, เสาอากาศ WLAN, สายเชื่อมต่อ iPod, ชิป 24-bit 352.8kHz sigma-delta, ภาค DAC อัตรา Sampling 8 เท่า (filter แบบอะนาลอกปรับค่าได้ 3 ระดับ)

แผ่น CD ที่รองรับ : CD/DA, CD-R/RW, CD Text

ไฟล์เพลงที่รองรับ : MP3, WMA, WMA Pro, WMA Lossless, AAC, FLAC, OGG-Vorbis, LPCM, WAV

รายการไฟล์เพลงที่รองรับ : PLS, M3U, ASX

ระบบ server ที่รองรับ : UPnP 1.1, UPuP AV, Microsoft Windows Media Connect Server (MSDRM10), Real Rhapsody Internet Music Service, vTuner Internet Radio Service, Music Choice streaming music service, DLNA compatible server

ช่องอินพุทแบบดิจิตอล : USB 2.0 iPod, S/PDIF (2) ชุด, coaxial, optical (TosLink)

ระบบเน็ทเวิร์ค : LAN, W-LAN, RS-232 (สำหรับการอัพเดทเฟิร์มแวร์และเชื่อมต่อกับรีโมทคอนโทรล)

ช่องเอาท์พุทแบบอะนาลอก : สเตอริโอ RCA

ช่องเอาท์พุทดิจิตอล : coaxial

การตอบสนองความถี่ : 2Hz-20kHz

อัตราค่า THD : <0.001%

นาดตัวเครื่อง
 กว้าง17.6นิ้ว(440mm)xสูง4.7นิ้ว(120mm)xลึก15.6นิ้ว(390mm)

หนัก : 19.8 ปอนด์ (9kg)

สีตัวถังเครื่อง : ตัวถังสีดำพร้อมด้วยแผงด้านข้างเครื่องสีเงิน, ตัวถังสีเงินพร้อมด้วยแผงด้านข้างเครื่องสีดำ หมายเลข serial number ของอุปกรณ์ที่นำมาทดสอบ : 001B9E87CBDA
บริษัทผู้ผลิต T+A elecktroakustik GmbH & Co. KG, Germany

Web : www.taelektroakustik.com

 

ช่องเชื่อมต่อต่างๆ ด้านหลังเครื่อง
ทางด้านหลังเครื่อง ช่องเชื่อมต่อแบบต่างๆ ถูกจัดวางอยู่บริเวณกลางเครื่องพอดิบพอดี โดยห่างจากแผงด้านบนเครื่อง แผงด้านล่างเครื่อง และแผงด้านข้างทั้งฝั่งซ้ายและขวาประมาณฝั่งละ 2 นิ้ว ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถที่เชื่อมต่อสายต่างๆและขันขั้วต่อสายต่างๆ เพื่อเพิ่มความแน่นหนาได้ แถมช่องเชื่อมต่อต่างๆ ก็อยู่ห่างกันทำให้เสียบสายต่างๆ ได้อย่างสบาย ไม่เบียดอัดกันจนเกินไป และยังง่ายต่อการจัดระเบียบสายสัญญาณต่างๆ ให้เรียบร้อยอีกด้วย แผงด้านข้างเครื่องจะมีความยาวเกินแผงเชื่อมต่อสัญญาณด้านหลังออกมา ทำให้ผู้ใช้สามารถวาง Music Player ชิดผนังได้ โดยที่ไม่ต้องกลัวขั้วสายสัญญาณจะหักหรืองอ ช่องสำหรับเชื่อมต่อสายสัญญาณในแบบต่างๆ ไล่จากซ้ายไปขวามีดังนี้ เริ่มด้วยช่องเอาท์พุทแบบอะนาลอก RCA หนึ่งชุด ถัดมาคือช่องสำหรับเสียบสายแจ็ค FM ช่องดิจิตอลเอาท์พุทแบบ coaxial ช่องดิจิตอลอินพุทแบบ TosLink และ coaxial ช่องเสียบสัญญาณ WLAN ช่องอินพุทแบบ USB สำหรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ฮาร์ดดิสก์ USB และแฟลชไดร์แบบ USB นอกจากนี้ยังมีช่องว่างสำหรับเสียบเสาอากาศวิทยุแบบ FM/DAB ให้ด้วย ถ้าพื้นที่ที่คุณอยู่มีระบบวิทยุแบบดังกล่าว ถัดมาคือช่องสำหรับเชื่อมต่อกับ iPod ซึ่งต้องใช้คู่กับสายต่อ iPod ที่แถมมาให้พร้อมกับตัวเครื่องถัดมาคือช่องต่อแบบ RS-232 เพื่อเอาไว้ต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับการอัพเดทเฟิร์มแวร์และสำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ของ RTI, Savant, Crestron, และ AMX สุดท้ายคือช่องเชื่อมต่อ E Link อีกสองชุดสำหรับไว้ใช้เชื่อมต่อกับ T+A Power Plant (สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากกรอบย่อย) ซึ่งทำให้เราสามารถควบคุมการใช้งาน T+A Music Player ได้โดยผ่าน T+A Power Plant สำหรับไฟล์เสียงเพลงแบบต่างๆ ที่ Music Player รองรับมีดังนี้ MP3, WMA, AAC, FLAC, OGG-Vorbis และ WAV ยกเว้นไฟล์เสียงแบบ AIF เท่านั้นที่ไม่สามารถเล่นได้

ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ ไฟล์เพลงที่มีความละเอียดสูงจะสามารถหาดาวน์โหลดผ่านอินเตอร์เน็ตได้ง่าย แต่ผมก็ไม่สามารถที่จะใช้เครื่อง Music Player เล่นไฟล์เพลงเหล่านั้นได้ เนื่องจากระบบการประมวลผลเน็ทเวิร์คของอุปกรณ์ชิ้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบเน็ทเวิร์คผ่านช่อง USB, LAN หรือแม้แต่ WiFi สามารถรองรับไฟล์เสียงได้สูงสุด 16 bit และอัตรา samplingrate ที่ 48kHz เท่านั้น ถึงแม้ว่าภาค DAC ภายในเครื่องจะรองรับได้สูงสุดที่ 24/96 โดยผ่านการเชื่อมต่อแบบ S/PDIF ก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม ทาง T+A แจ้งว่าจะมีการพัฒนาเฟิร์มแวร์ตัวใหม่ เพื่ออัพเกรดให้เครื่อง Music Player สามารถรองรับไฟล์เสียงผ่านระบบเน็ทเวิร์คแบบต่างๆ ได้สูงสุดถึงที่ 24/96 ในเร็วๆ นี้ โดยประเภทของไฟล์ที่รองรับคือ FLAC และ WAV ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถฟังเพลงที่ดาวน์โหลดมาในความละเอียดที่ 24/96 และ 24/88.2

ได้โดยที่ปัจจุบันนี้บริษัทที่เริ่มเปิดให้มีการดาวน์โหลดไฟล์เพลงแบบดังกล่าวคือ HD tracks, Music Giants, Blue Coast Record, Linn และอื่นๆ
ในส่วนของช่องสัญญาณเอาท์พุทแบบอะนาลอก ผู้ใช้สามารถที่จะปรับระดับความดังของสัญญาณเสียงได้ทั้งในแบบ fixed เพื่อใช้งานกับลำโพงที่มีแอมป์ขับในตัว หรือแบบ variable สำหรับการใช้งานเชื่อมต่อกับเพาเวอร์แอมป์แบบปกติ (ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานนี้ได้โดยผ่านตัวรีโมท) และเนื่องจากอุปกรณ์ Music Player สามารถเปลี่ยนแหล่งสัญญาณอินพุทได้ในแบบดิจิตอล ดังนั้น ผู้ใช้จึงเพียงแค่หาเพาเวอร์แอมป์ดีๆ ซักเครื่องหนึ่งมาใช้งานก็เพียงพอแล้วเพราะเจ้า Music Player สามารถเล่นได้ทั้งแผ่น CD รองรับไฟล์เพลงดิจิตอลได้หลากหลายรูปแบบมี FM จูนเนอร์ในตัวแถมยังสามารถควบคุมระดับความดังของสัญญาณเสียงเอาท์พุทได้อีกด้วย

การเซ็ตอัพ
นับตั้งแต่การแกะออกจากกล่อง T+A Music Player มีรูปแบบการทำงานคล้ายกับเครื่องเล่น CD ทั่วๆ ไปมาก ผู้ใช้เพียงแค่ทำการเชื่อมต่อสัญญาณเอาท์พุทตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นแบบดิจิตอลหรือแบบอะนาลอก ใส่แผ่น CD เข้าไปในตัวเครื่อง และกดปุ่ม Play เพื่อเล่นแผ่น CD แต่ในส่วนของการใช้งาน Internet-radio หรือ media-sewver ผู้ใช้อาจจะต้องใช้เวลาในการเซ็ทอัพนานกว่าการใช้งานเป็นเครื่องเล่น CD ขึ้นมาอีกซักหน่อย ซึ่งทาง T+A เองก็ได้จัดทำเว็บไซต์ (www.themusicplayer.com) ขึ้นมา เพื่อรวบรวมขั้นตอนการใช้งานอย่างละเอียดทีละขั้น พร้อมด้วยรูปภาพตัวอย่างการใช้งานมากมาย เพื่อให้ผู้ใช้สามารถที่จะเรียนรู้และเข้าใจการใช้งานอุปกรณ์ Music Player ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว
แต่อย่างไรก็ตามหลังจากอ่านคู่มือการใช้งานคร่าวๆ แล้วผมตัดสินใจที่จะทดลองใช้งานในส่วนของระบบเน็ทเวิร์คของเครื่อง Music Player ก่อนเป็นอันดับแรก และเพื่อเพิ่มความท้าทายให้มากยิ่งขึ้น ผมได้ทดลองเซ็ตอัพระบบเน็ทเวิร์คแบบไร้สายหรือ WiFi ก่อนเป็นอันดับแรก แทนที่จะเซ็ตอัพระบบเน็ทเวิร์คแบบที่ใช้สาย LAN ในการเชื่อมต่อ หลังจากที่ผมเลือกคำสั่ง WLAN Configuration จากเมนูการเซ็ตอัพระบบเน็ทเวิร์คเจ้า Music Player ก็ทำการล็อคสัญญาณเข้ากับ WiFi router ของผมทันที โดยมีระดับความแรงของสัญญาณ WiFi เต็มเปี่ยมถึงแม้ว่าการเซ็ตอัพใช้งานระบบเน็ทเวิร์คแบบไร้สายของ Music Player จะง่ายมาก แต่เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การเซ็ตอัพระบบเน็ทเวิร์คเหล่านี้ด้วยตนเอง สำหรับบางคนแล้ว ถือได้ว่าเป็นเรื่องยากสำหรับเค้าเหล่านั้นมาก ซึ่งถ้าหากเราเซ็ตรายละเอียดต่างๆ ผิดเพียงนิดเดียว ระบบเน็ทเวิร์คแบบไร้สายของคุณอาจจะถูกเพื่อนบ้านลักลอบใช้งานก็ได้ ซึ่งอาจจะทำให้ความเร็วของระบบเน็ทเวิร์คช้ากว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น ถ้าคุณยังไม่มีความเชี่ยวชาญในการเซ็ตอัพระบบเน็ทเวิร์คแบบ HiFi ดีพอผมขอเฃแนะนำให้คุณเชื่อมต่อระบบเน็ทเวิร์คแบบ LAN/Ethernet ไปก่อนจะดีกว่า ถ้าคุณสามารถลากสาย LAN จาก router มายังชั้นวางเครื่องเสียงได้
T+A Music Player เลือกใช้ชิปรองรับสัญญาณเสียงดิจิตอลจากค่าย Burr-Brown โดยอันดับแรก ชิปในเครื่องจะทำการแปลงสัญญาณเสียงดิจิตอลจากแหล่งสัญญาณที่คุณเลือกใช้งานขึ้นไปอยู่ระดับที่ 352.8kHz หรือ 384kHz หลังจากนั้นจึงค่อยทำการแปลงสัญญาณเสียงดิจิตอลเป็นสัญญาณเสียงแบบอะนาลอก โดยอัลกอริธึ่มของการแปลงสัญญาณเสียงทั้ง 2 แบบที่กล่าวมานี้ ผู้ใช้สามารถเลือกได้จากเมนู Audio แบบแรกคือ Standard FIR และแบบที่สองคือ Impulse Optimized โดยที่แบบแรก (Standard FIR) จะไม่มีการแปลงสัญญาณดิจิตอลต้นฉบับมากนัก ทั้งความถี่และเฟสจะยังคงเหมือนต้นฉบับ ในขณะที่อัลกอริธึ่มแบบที่สอง (Impulse Optimized) จะมีการฟิลเตอร์ค่าต่างๆ ของสัญญาณเสียงและมีการแปลงสัญญาณดิจิตอลต้นฉบับมากกว่าแบบแรก
ผู้ใช้สามารถเลือกใช้งานอัลกอริธึ่มทั้ง 2 แบบนี้ได้โดยผ่านรีโมท จากการทดลองฟัง ผมพบว่ารายละเอียดเสียงต่างๆ ที่ได้จากอัลกอริธึ่มทั้ง 2 แบบนี้มีความแตกต่างกันน้อยมาก แต่โดยรวมๆ แล้ว ผมชอบอัลกอริธึ่ม Impulse Optimized มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผมต้องการให้รายละเอียดเสียงของเพลงที่ฟังดูมีชีวิตชีวามากขึ้น รวมถึงทำให้เสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีมีย่านเสียงกลางที่อิ่มเอิบขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย

ทดสอบกับแผ่น CD เก่าย้อนยุค
ถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจจะเข้าใจว่า Music Player ไม่ได้เป็นแค่เครื่องเล่น CD ธรรมดาๆ เท่านั้น แต่ยังสามารถเล่นแผ่น SACD และแผ่นดิสก์ที่มีความจุสูงแบบอื่นๆ ได้อีกด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว Music Player สามารถเล่นได้แค่แผ่น CD เพลงธรรมดาๆ เท่านั้น มันไม่สามารถเล่นแผ่น SACD, DVD-Audio หรือแผ่นดิสก์ที่มีความจุสูงอื่นๆ ได้เลย แต่ถึงแม้มันจะเล่นได้แค่แผ่น CD เท่านั้น แต่ระบบกลไกต่างๆ ถือว่าแข็งแกร่งเอาเรื่องทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถาดใส่แผ่น CD ไร้การสั่นสะเทือนที่ทำมาจากวัสดุ ABS และโลหะที่ถูกนำมารีดเป็นแผ่นบางๆ ประกบซ้อนทับสลับกันไปมา มอเตอร์ที่ใช้เลื่อนถาดเป็นของ Mabuchi ซึ่งให้เสียงระหว่างการเลื่อนถาดแผ่นเข้า/เข้า/ออกได้เงียบมาก ส่วนก้านรองถาดทำมาจากสแตนเลสจากการลองเคาะที่ถาดด้วยปลายนิ้วเบาๆ ผมพบว่าตัวถาดใส่แผ่น CD มีความแน่นหนาดูแข็งแรงดีมาก ระบบการขับเคลื่อนแผ่นทั้งหมดถูกล้อมรอบด้วยโลหะเพื่อความคงทน พร้อมด้วยระบบป้องกันการสั่นสะเทือนที่ถูกติดตั้งอยู่ที่ฐานด้านล่างของระบบขับเคลื่อนแผ่น
ช่วงเวลาเดียวกับที่ผมเพิ่งได้ Music Player มาทำการทดสอบ ผมเองก็เพิ่งได้ซื้อแผ่น CD อัลบั้มแรกของ Mark Almond ในราคาที่ถูกมากมาแผ่นหนึ่ง (อัลบั้มชุดนี้ออกวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1971) โดยแผ่น CD ที่ผมได้มานี้เป็นผลงานการรีมาสเตอร์ของบริษัท Bodyheat อัลบั้มชุดนี้เป็นอัลบั้มแรกที่ Jon Mark และ Johnny Almond เพิ่มแยกตัวออกมาจาก John Mayall เพื่อออกมาทำอัลบั้มเดี่ยวในแบบของพวกเค้าเอง โดยใช้อะคูสติกกีตาร์, เปียโน, กีตาร์เบส, เครื่องเคาะ, แซ็กโซโฟน, ฟลุท, เบสฟลุท และนักร้องประสานเสียงในโบสถ์ ถึงแม้ว่าต้นฉบับของอัลบั้มชุดนี้จะถูกบันทึกมานานมากแล้ว ซึ่งแน่นอนคุณภาพเสียงย่อมด้อยกว่าแผ่น CD ในปัจจุบันอย่างแน่นอนแต่ Music Player กลับยังสามารถควบคุมดุลน้ำสียงและรายละเอียดเสียงต่างๆ เอาไว้ได้อย่างดี รวมถึงไร้การบิดเบือนหรือปิดกั้นเสียงซ่าและสัญญาณรบกวนอันเนื่องมาจากต้นฉบับที่เป็นเทปซึ่งถูกบันทึกมานานหลายปี โดยปกติแล้ว นักเล่นเครื่องเสียงจำนวนไม่น้อยที่รังเกียจเสียงซ่าหรือสัญญาณรบกวนที่มาจากเทปซึ่งเป็นแหล่งสัญญาณอะนาลอก แต่ผมกลับชื่นชอบความสามารถของ Music Player ที่สามารถถ่ายทอดเสียงซ่าเหล่านี้ได้อย่างมีชีวิตชีวา ซึ่งฟังแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
หลังจากการทดลองฟัง แนวเสียงของ Music Player ที่ผมพอสรุปได้คือ น้ำเสียงที่มีความสงบราบเรียบ ฟังสบายได้เรื่อยๆ รวมถึงสามารถควบคุมดุลน้ำเสียงต่างๆ ได้แบบอยู่หมัด จากหลายๆ แผ่นที่ลองฟังผมพบว่า ไม่มีแผ่นไหนเลยที่ Music Player ไม่สามารถควบคุมได้ น้ำเสียงที่ได้ถูกนำเสนอออกมาอย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมา รวมถึงยังให้กลิ่นอายของแนวและยุคของดนตรีนั้นๆ เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน และเพื่อทดสอบความสามารถในการตอบสนองความถี่เสียงย่านต่างๆ รวมถึงไดนามิกเสียง ผมจึงทำการทดสอบฟังด้วยแผ่น Aras ของ Curandero ผลปรากฏว่า ทั้งน้ำเสียงและไดนามิกที่ได้มีความสะอาดสูงมาก เสียงกีตาร์ฟลาเมนโก้ที่ได้ยินมีความชัดเจนมาก จนราวกับว่า มือกีตาร์นั่งเล่นอยู่ห่างจากจุดที่ผมนั่งฟังไปราว 6 ฟุตเท่านั้นเอง นอกจากนี้ น้ำเสียงของดนตรีที่ Music Player ถ่ายทอดออกมา มีทั้งสีสัน ชีวิตชีวา และความร้อนแรงของบทเพลงอย่างครบถ้วน
หลังจากนั้นผมจึงทดสอบฟังต่อด้วยอัลบั้นมาสเตอร์พีช ของ Godley & Crème ที่ออกวางจำหน่ายในปี 1979 ซึ่งก็คืออัลบั้มที่มีชื่อว่า Freeze Frame ซึ่งแผ่น CD ที่ผมนำมาทดสอบนี้เป็นแผ่น CD รุ่นที่ ทำออกมา 2 แผ่นด้วยกัน โดยอีกแผ่นหนึ่งคืออัลบั้ม Ismism เพลงที่ผมทดลองฟังคือ Random Brainwave และ I Pity Inanimate Objects อย่างที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว บทเพลงเหล่านี้มีอายุมากแล้ว ซ้ำยังถูกทำการบันทึกในยุคที่ยังไม่มีแผ่น CD ดังนั้นการบันทึกจึงใช้ม้วนเทปแบบอะนาลอกเป็นหลัก การนำต้นฉบับที่มีอายุมากขนาดนี้มารีมาสเตอร์ใหม่จึงจำเป็นที่จะต้องผ่านการตัดต่อและปรับแต่งรายละเอียดเสียงต่างๆ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เช่น Pro Tools ช่วยในการตัดต่อ ซึ่ง Music Player ก็สามารถที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างแม่นยำและเต็มเปี่ยมไปด้วยรายละเอียดอย่างครบถ้วน ทั้งความสะอาดและความนุ่มนวลของเสียงอะคูสติกกีตาร์ และเสียงร้องที่อัดแน่นไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมีองค์ประกอบต่างๆ อย่างครบถ้วน

ผลการลองฟังวิทยุ Internet Radio
หลังจากทดสอบกับแผ่น CD ย้อนยุคจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็ถึงการทดสอบด้วยการฟังเพลงผ่านระบบเน็ทเวิร์ค ถึงแม้ว่าทาง T+A จะมีเว็บไซต์เพื่อช่วยให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการเซ็ทอัพ Music Player เพื่อให้การเซ็ตอัพและการใช้งานสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ผมกลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ดังกล่าวเท่าไหร่นัก ผมเริ่มต้นใช้งาน Music Player โดยใช้ปุ่มที่แผงหน้าปัดด้านหน้าเครื่องและรีโมทในการหาสถานีวิทยุ Internet radio ที่ต้องการ รวมถึงการเปลี่ยนแหล่งสัญญาณต่างๆ ด้วยการกดปุ่ม SCL บนรีโมทหรือที่บนหน้าปัดเครื่อง คุณจะพบว่ารายชื่อแหล่งสัญญาณต่างๆ จะถูกแสดงขึ้นมาให้ดูบนหน้าจอบนตัวเครื่อง ผมได้ทดลองต่อ iPod Touch ของผมเข้ากับ Music Player โดยใช้สายเชื่อมต่อที่แถมมาให้พร้อมกับ Music Player ดังนั้น แหล่งสัญญาณที่ผมใช้งานบ่อยๆนอกจาก Internet Radio และ Favorites แล้วก็ใช้ iPod
จากการทดลองใช้งานเบื้องต้น ผมพบว่าผมใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นในการทำความเข้าใจระบบโครงส้างและการใช้งานเมนูของ Music Player ผมเริ่มต้นด้วยการกดปุ่มขึ้นลงบนแผงหน้าปัดเครื่องหรือบนรีโมทเพื่อเลือกเมนูหัวข้อ Internet Radio หลังจากนั้นจึงค่อยกดปุ่มลูกศรทางขวาเพื่อเลือกสถานีที่ต้องการ เนื่องจากสถานีต่างๆ มีให้เลือกมากมายนับพันสถานี ดังนั้นคุณจึงอาจจะเริ่มต้นค้นหาโดยการเลือกแนวดนตรีที่คุณต้องการจะฟังหรือประเทศของศิลปินที่ต้องการลักษณะโครงสร้างของเมนูของสถานีจะเป็นโครงสร้างที่แตกกิ่งออกไปเรื่อยๆ คล้ายกับลักษณะของกิ่งไม้ ถ้าคุณต้องการจะย้อนกลับไปเมนูหลักก่อนหน้าก็เพียงแค่กดปุ่มลูกศรทางซ้ายเท่านั้น
ด้วยการไล่ฟังสถานีที่ต้องการไปทีละสถานี ผมทราบดีว่ามันเป็นงานที่น่าเบื่อมาก แต่ถ้าคุณมีเวลาว่างให้กับมันจริงๆ คุณจะพบว่ามันเป็นอะไรที่สนุกมาก สำหรับการเลือกหาสถานีที่เราชอบและต้องการฟัง จากการเลือกฟังสถานีต่างๆ อย่างยาวนานในที่สุดผมก็ลงเอยกับสถานีที่มีลักษณะการจัดรายการในแบบสถานียามเช้าซึ่งออกอากาศจาก Guyana ดีเจของสถานีนี้มีลักษณะสไตล์การพูดที่รวดเร็วและเล่นเพลงพื้นเมือง อีกสถานีหนึ่งที่ผมเลือกคือสถานีที่เล่นเพลง birdsong หรือก็คือเพลงที่เป็นเสียงร้องของนกตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

 

 

เว็บ vTuner กับสถานีที่มีชื่อว่า 100% Generation Disco Funk
ตลอดเวลาระหว่างการทดสอบ Music Player สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเบื่อหน่ายก็คือสถานีที่มีอัตราบิทเรทที่ต่ำมาก ซึ่งทำให้คุณภาพเสียงที่ค่อนข้างแย่ ซึ่งทำให้ผมต้องกดปุ่มย้อนกลับและเลือกหาสถานีใหม่ไปเรื่อยๆ ผมจึงตัดสินใจที่จะใช้งานเว็บ vTuner ของ T+A ซึ่งเป็นเว็บที่ถูกพัฒนาและสร้างขึ้นมาเพื่อ Music Player โดยเฉพาะ (http://ta.vtuner.com) หลังจากที่ทำการเชื่อมต่อเข้ากับเว็บ vTuner แล้ว สิ่งแรกที่เว็บนี้จะถามคุณก็คือหมายเลข MAC Address จำนวน 12 หลังของเครื่อง Music Player หลังจากที่คุณกรอกหมายเลขดังกล่าวแล้ว (คุณสามารถดูหมายเลข MAC Address ที่ว่านี้ได้จากเมนูของตัวเครื่อง) คุณจะต้องกรอก e-mail ของคุณพร้อมด้วยรหัสผ่านที่ต้องการ คุณจะพบกับสถานีวิทยุกว่า 13,000 สถานี โดยคุณสามารถเลือกสถานีเหล่านี้ได้โดยแบ่งตามประเภทรูปแบบของไฟล์เพลง, ภาษา, สถานที่ออกอากาศ, แนวเพลง, อัตราบิทเรท, ความนิยม ฯลฯ นอกจากนี้คุณยังสามารถค้นหาสถานีที่ต้องการได้ด้วยตนเอง ผมได้ทดลองใส่ชื่อสถานี Technicolor Web of Sound ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานีโปรดของผม ซึ่งแน่นอนว่าผมสามารถเจอสถานีที่ผมต้องการฟังได้ในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากนั้นผมจึงทำการกดปุ่มเพื่อเพิ่มสถานีดังกล่าวลงไปในรายการ Favorites หลังจากนั้นรายละเอียดและข้อมูลต่างๆ ของสถานีจะถูกส่งเข้าไปอยู่ในรายการ Favorites/60s Pysch ที่ผมได้สร้างเอาไว้ หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็เริ่มได้ยินเสียงออกอากาศของสถานีดังกล่าว โดยสถานีที่ผมเลือกนี้ออกอากาศในบิทเรทที่ 128 kHz หลังจากผมที่ลองเลือกสถานีในหมวดเพลงแนว Oldies หัวข้อย่อย best-sounding stream ผมได้เจอกับสถานีที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศษ ซึ่งมีชื่อว่า 100% Generation Disco Funk ซึ่งออกอากาศในบิทเรทที่ 256 kHZ
จากการทดลองใช้งาน ผลปรากฏว่า การค้นหาสถานีที่ต้องการที่เร็วที่สุดคือการค้นหาโดยใช้คอมพิวเตอร์ของผมก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยทำการบันทึกสถานีที่ต้องการลงใน Music Player ถึงแม้ว่าคุณจะสามารถหาสถานีที่ต้องการผ่านหน้าจอของ Music Player ได้ แต่วิธีที่เร็วที่สุดก็คือการหาผ่านเว็บไซต์ vTuner ด้วยการใช้เว็บ Google ร่วมกับเว็บไซต์หรือ blogs ที่แนะนำสถานี Internet radio ยิ่งทำให้การค้นหาสถานีที่ต้องการรวดเร็วยิ่งขึ้น
เมื่อเราเลือกฟังสถานีที่ต้องการ Music Player ไม่เพียงแต่แสดงชื่อสถานีบนหน้าจอเท่านั้น แต่ยังแสดงชื่อศิลปินและชื่อเพลงที่กำลังเปิดอยู่ด้วย พร้อมๆ กับอัตราบิทเรทและสถานะของ buffer หากตัดเรื่องคุณภาพเสียงของ Internet radio ออกไป บรรดานักฟังที่ไม่ได้จริงจังกับคุณภาพเสียงที่ได้มากมายนักมักจะใช้ประโยชน์จาก Internet radio ในหนึ่งถึงสองประเด็นดังนี้ อันดับแรกคือเพื่อใช้เปิดฟังเพลงคลอไปเรื่อยๆ ขณะที่ทำงานอย่างอื่นอยู่ สองคือเพื่อใช้ฟังตัวอย่างเพลงของศิลปินที่สนใจ ถ้าถูกใจจึงค่อยตัดสินใจซื้อแผ่น CD หรือเวอร์ชั่นที่เป็นไฟล์ความละเอียดสูง แต่เชื่อผมเถอะ ถ้าเมื่อใดก็ตามที่คุณเจอสถานีเปิดแต่เพลงที่ถูกใจคุณแล้วล่ะก็ คุณอาจจะอยากใส่กุญแจล็อคกระเป๋าเงินของคุณไปเลยก็ได้

ถึงเวลาเปรียบเทียบกับสินค้าตัวอื่น
เนื่องจากคู่แข่งทางตรงของ Music Player มีน้อยมากดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะทำการเปรียบเทียบอุปกรณ์ชิ้นนี้กับของผู้ผลิตรายอื่นๆ แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นาน บรรดาผู้ผลิตเครื่องเสียงอีกหลายๆ เจ้าจะต้องผลิตอุปกรณ์ประเภทนี้ออกมาอย่างแน่นอน ขณะที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ บริษัท Naim Unity ($3750) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติต่างๆ รวมถึงสนนราคาที่ใกล้เคียงกับ Music Player ของบริษัท T+A  มาก แถมยังมีช่องอินพุทสำหรับภาคหัวเข็มโฟโนมาให้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่า ผลิตภัณฑ์ของ Naim น่าจะยังด้อยในเรื่องความสามารถด้านระบบเน็ทเวิร์คและภาค DAC นอกจากนี้ John Atkinson ยังได้แนะนำให้ผมลองเปรียบเทียบกับอุปกรณ์ที่เราได้เคยทดสอบมาก่อนหน้า เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในด้านระบบเน็ทเวิร์คและภาค DAC

Stephen Mejias ตำแหน่งผู้ช่วยกอง บ.ก. ได้ช่วยเป็นฑุระในการขอยืมอุปกรณ์ Slim Devices Transporter มาจากบริษัท Logitech ซึ่งมีคุณสมบัติต่างๆ และราคาค่าตัวที่น้อยกว่า T+A Music Player ราวๆ ครึ่งหนึ่ง ($1999) ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นนี้ได้เคยสร้างความประทับใจให้กับ Wes Phillips ในระหว่างการทดสอบมาแล้ว (สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสาร Stereophile ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2007 หรือ www.stereophile.com/mediaservers/207slim) ถึงแม้ว่าอุปกรณ์ดังกล่าวของ Logitech จะไม่มีไดรฟ์สำหรับอ่านแผ่น CD และไม่มีภาครับวิทยุ FM แต่ภาค DAC ภายในเครื่องนั้น ต้องยอมรับเลยว่ามีคุณภาพสูงมาก รวมถึงยังมีความสามารถด้านเน็ทเวิร์คที่หลากหลาย, สามารถรับฟัง Internat radio ได้ สามารถฟังเพลงผ่านระบบเน็ทเวิร์คภายในบ้านได้ หรือจากบริการออนไลน์ เช่น Pndora และ Rhapsody
นอกจากนี้ Transporter ยังมีโปรแกรม Web-browser ในตัว ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเปิดหน้าเว็บหรือท่องอินเตอร์เน็ตได้ โปรแกรม Web-browser ในตัวเครื่องสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว และมีรูปลักษณ์หน้าตาที่ดูสวยงามมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับเว็บ vTuner ของ T+A ซึ่งได้ทำให้เว็บของ T+A ดูจืดชืดและล้าสมัยไปเลยทีเดียว อุปกรณ์ Transporter สามารถทำงานร่วมกับร่วมกับโปรแกรมอื่นๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น Library ของโปรแกรม iTunes หรือบริการด้านการฟังเพลงออนไลน์ยี่ห้ออื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม คุณสมบัตินี้จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อใช้งานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่คุณสมบัติหนึ่งของ Web interface ของ Music Player ที่ไม่เหมือนใครก็คือ ผู้ใช้สามารถแบ่งประเภทของสถานี Internet radio ตามอัตราบิทเรทได้ ซึ่งคุณสมบัติตรงจุดนี้เองที่ทำให้ Music Player เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่น
ในการใช้งานอุปกรณ์ของทั้ง Logitech และ T+A ต่างก็มีรายละเอียดที่เหมือนกันคือ ผู้ใช้สามารถใช้งานเมนูคำสั่งต่างๆ ได้โดยผ่านการกดปุ่มที่แผงหน้าปัดเครื่อง หรือผ่านรีโมท ดังนั้นผมจึงมองว่าคุณสมบัติตรงส่วนนี้ไม่มีใครเหนือกว่าหรือด้อยกว่าใคร ถึงแม้ว่า Transporter จะมีหน้าจอที่ง่ายต่อการปรับแต่งและการเซ็ตอัพเครื่อง และมิเตอร์วัดค่าต่างๆ ให้หลายโหมดหลายแบบมากกว่าของ T+A แต่ทั้งคู่ต่างก็ใช้เวลาพอสมควรในการเซ็ตอัพและเรียนรู้การใช้งานเบื้องต้น
ถึงแม้นว่าการใช้ Internet radio เป็นแหล่งโปรแกรมสำหรับการเปรียบเทียบใน่แง่ของคุณภาพเสียงที่ได้ค่อนข้างแย่มากอย่างที่ทราบกัน แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังคงตัดสินใจที่จะใช้ Internet radio เป็นแหล่งสัญญาณในการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ชิ้นนี้ เพื่อจะได้ตอบคำถามของ Peter DeBoer และผู้อ่านอีกหลายๆ ท่าน ผลิตภัณฑ์ 2 ตัวนี้ นอกจากจะสามารถค้นหาสถานีได้รวดเร็วพอๆ กันแล้ว คุณภาพเสียงที่ได้ยังใกล้เคียงกันมากอีกด้วย แต่คุณภาพเสียงของ T+A จะดีกว่าเล็กน้อย ในแง่ของความย่านความถี่เสียงสูงที่เปิดโปร่ง และให้น้ำเสียงโดยรวมที่เป็นธรรมชาติมากกว่า ซึ่งทำให้การฟังในระยะยาวมีการผ่อนคลายและปราศจากความเครียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแหล่งสัญญาณที่มีอัตราบิทเรทต่ำมากเช่นนี้ จากการทดสอบเปรียบเทียบกัน ผมพบว่า Music Player มีการเก็บ buffer ของสัญญาณเสียงเอาไว้มากกว่าของ Transporter ดังนั้น เสียงที่ได้ยินจาก Music Player จึงช้ากว่าของ Transporter ประมาณ 2-3 วินาที ผมได้ทำการบันทึกสถานี TechWebSound.com ลงไปในอุปกรณ์ทั้ง 2 เครื่อง ที่น่าแปลกคือ ถึงแม้ว่าสถานีนี้จะออกอากาศที่บิทเรทที่ 128 kHz แต่คุณภาพเสียงกลับดีกว่าที่ผมคาดเอาไว้มาก แน่นอนครับ คุณภาพเสียงที่ได้อาจจะด้อยกว่าไฟล์เพลง MP3 แต่ข้อดีของ Internet radio ก็คือ สถานีเหล่านี้มักจะเปิดเพลงแนวที่คุณชอบฟังเสมอ แต่อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่าในอนาคตหากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการเมืองดีขึ้น อนาคตของ Internet radio น่าจะสดใสกว่านี้ ถึงตอนนั้น อัตราบิทเรทของการออกอากาศอาจจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ก็ได้
ในการทดสอบถัดมา ผมได้ทำการเชื่อมต่อสัญญาณเอาท์พุทแบบดิจิตอล S/PDIF จาก Sooloos Music Server เข้ากับ Music Player และ Transporter หลังจากนั้นจึงค่อยทดลองฟังกับเพลงหลากหลายสไตล์เปรียบเทียบกัน โดยเริ่มต้นที่อัลบ้มล่าสุดของ Hector Zaou ที่มีชื่อว่า In the House of Mirrors ซึ่งอัลบั้มนี้ได้ออกวางจำหน่ายเมื่อช่วงปีที่แล้ว ก่อนหน้าที่ Hector Zazou จะเสียชีวิตก่อนวยอันควรราวหนึ่งสัปดาห์ อัลบั้มนี้เป็นเพลงสไตล์อินเดีย ซึ่งทำการบันทึกที่เมือง Mumbai ประเทศอินเดีย หลังจากนั้นจึงค่อยนำมามิกซ์อีกครั้งโดย Hector Zzzou เพื่อให้เสียงเครื่องดนตรีต่างๆ มีความกลมกลืนกันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ในน้ำเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน จากการทดลองฟังผมพบว่าภาค DAC ของอุปกรณ์ทั้ง 2 ชิ้นสามารถถ่ายทอดน้ำเสียงที่สวยงามของบทเพลงจากอุปกรณ์ Sooloos Music Server ออกมาได้อย่างดี ในช่วงแรกของการทดลองฟัง ผมแทบจะแยกไม่ออกเลยว่าคุณภาพเสียงของใครดีกว่ากัน แต่หลังจากทดลองฟังไปได้ซักพัก พร้อมกับตั้งใจฟังให้มากยิ่งขึ้น ผมพบว่าน้ำเสียงของ T+A มีรายละเอียดย่านความถี่เสียงสูงมากกว่าของ Logitech อยู่พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งความถี่เสียงสูงตอนบน นอกจาดนี้ Music Player ยังให้เสียงเบสที่กระชับ สะอาดสะอ้านและเก็บตัวเร็ว ซึ่งผมถือว่าเป็นข้อดีอีกข้อหนึ่งของ Music Player หลังจากที่ผมได้ทราบถึงแนวเสียงและข้อแตกต่างในน้ำเสียงระหว่าง Music Player ของ T+A กับ Transporter ของ Logitech การทดลองฟังอัลบั้มต่อๆ ไปก็เริ่มง่ายขึ้นสำหรับผม ยกตัวอย่างเช่นกับอัลบั้มล่าสุดของ Jon Hassell ที่มีชื่อว่า Last Night the Moon Came Dropping Its Clothes in the Street ในช่วงที่เสียงดนตรีค่อยๆ จางหายไป ผมพบว่า T+A Music Player สามารถให้น้ำเสียงได้นิ่งสนิทราบเรียบ และเงียบกว่าของ Transporter พร้อมกับให้รายละเอียดของน้ำเสียงและโครงสร้างของเสียงดนตรีได้ชัดเจนมากกว่า
หลังจากนั้นผมได้ทำการทดสอบฟังเพลงเดียวกันจากแผ่น CD โดยเล่นผ่านเครื่อง Music Player กับไฟล์เพลงผ่านเครื่อง Sooloos Music Server ผมพบว่าภาค DAC ของ Music Player คือส่วนสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพเสียงที่ได้ น้ำเสียงที่ได้มีคุณภาพดีเท่ากันทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นจากแผ่น CD ในเครื่อง Music Player หรือไฟล์เพลงแบบ Uncompressed  ที่เล่นจากโปรแกรม iTunes และ Sooloos Music Server ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับภาค DAC ในเครื่อง Music Server จริงๆ จากการทดลองใช้งาน Music Player ควบคู่กับ Sooloos Music Server ผมพบว่าอุปกรณ์ทั้ง 2 ชิ้นนี้สามารถใช้งานร่วมกันได้ดีจริงๆ คุณภาพเสียงที่ได้น่าประทับใจมาก จนราวกับว่าอุปกรณ์ทั้ง 2 ชิ้นนี้ต่างถูกสร้างมาเพื่อกันและกันจริงๆ
สรุป
สำหรับผู้ที่รักการฟังเพลงและชื่นชอบการฟังเพลงทั้งจากแผ่น CD และจากไฟล์เพลง T+A Music Playerคือ อุปกรณ์ที่ถูกออกแบบและผลิตอย่างพิถีพิถันเพื่อรองรับการใช้งานดังกล่าว ทั้งยังให้คุณภาพเสียงที่อยู่ในระดับออดิโอไฟล์ ไม่ว่าแหล่งสัญญาณจะเป็นแบบไหนหรืประเภทอะไร ภาค DAC ภายใน Music Player ก็สามารถที่จะควบคุมและแปลสัญญาณเสียงดิจิตอลเป็นอะนาลอกได้แบบอยู่หมัด พร้อมกับคงความสวยงามของเสียงดนตรีเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ข้อติเพียงอย่างเดียวของผมก็คือหน้าจอบนตัวเครื่องที่เล็กเกินไป และรีโมทคอนโทรลที่ยังใช้งานได้ค่อนข้างยากและไม่สะดวกเท่าไหร่นัก แต่ปัญหาดังกล่าวนี้สามารถแก้ได้ง่ายๆโดยหาอุปกรณ์ music server ดีๆ ที่มีหน้าจอและรูปแบบการใช้งานได้ง่ายมาใช้ซักเครื่องหนึ่ง โดยต่อสัญญาณดิจิตอลเอาท์พุทเข้ากับ Music Player ทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณเสียงจากดิจิตอลเป็นอะนาลอก หรือไม่อีกวิธีหนึ่งก็คือหาอุปกรณ์รีโมทแบบที่มีหน้าจอทัชสกรีนสามารถต่อใช้งานผ่านพอร์ท RS-232 เช่น ของ Creston มาใช้งาน
สุดท้ายนี้ ผู้อ่านหลายๆท่านอาจสงสัยว่า แล้วเราควรจะจัด T+A Music Player เอาไว้ในกลุ่มของอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทไหนดี? หรือจะลองโยนเหรียญเสี่ยงทายดี ถ้าออกหัวก็จัดให้เป็นเครื่องเล่นซ CD ที่มีภาค DAC ชั้นยอดที่สามารถเล่นแผ่น CD เพลงได้ในตัว ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ตาม ผมมองว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จาก T+A คือสิ่งที่พิสูจน์ว่า T+A ตัดสินใจได้ถูกต้องแล้วที่พัฒนาและผลิตอุปกรณ์ชิ้นนี้ออกมา เนื่องจากมันได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ให้กับการฟังเพลงในระบบดิจิตอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการฟังเพลงจากทั้งแผ่น CD และจากไฟล์เพลง ถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าคุณ Peter DeBoer น่าจะพึงพอใจกับอุปกรณ์ชนิดนี้
T+A Power Plant
นอกจาก Music Player แล้ว T+A ยังออกผลิตภัณฑ์อินทีเกรทแอมป์ที่มีชื่อว่า Power Plant ออกมาพร้อมๆกัน (S2700) หากดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว จะพบว่า Power Plant มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับ Music Player มาก นอกจากรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาเอาการเหมือนกันแล้ว อุปกรณ์ทั้ง 2 ชิ้นนี้ยังสามารถนำมาเชื่อต่อใช้งานร่วมกันได้อีกด้วย โดยหลังจากเชื่อมต่อกันแล้ว อุปกรณ์ทั้ง 2 ชิ้นนี้จะทำงานร่วมกันเหมือนกันเป็นอุปกรณืชิ้นเดียวกัน เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ให้ลองนึกว่าคุณทำการเชื่อมต่อเจ้าอุปกรณ์ทั้ง 2ชิ้นนี้เข้าด้วยกันโดยใช้สาย RJ-12 (ทาง T+A เรียกสายประเภทนี้ว่า E Link ) หลังจากนั้น อุปกรณ์ทั้ง 2 ชิ้นนี้จะทำงานร่วมกันเหมือนกับเป็นอุปกรณ์ชิ้นเดียว โดยผู้ใช้สามารถควบคุมการใช้งานได้โดยใช้รีโมทคอนโทรลเพียงแค่อันเดียวเท่านั้น
ด้านหน้าเครื่องของ Power Plant จะมีลักษณะคล้ายกับอินทีเกรทแอมป์ทั่วๆไป โดยมีลูกบิดปรับระดับความดังเสียงขนาดใหญ่อยู่ด้านขวาสุดของตัวเครื่อง ปุ่มเลือกแหล่งสัญญาณ input ถัดมาคือปุ่มปรับเสียง Bass และ Treble และ Balance ถัดมาทางด้านซ้ายอีกชุดคือ ปุ่ม Mute Loudness และปุ่ม Flat และทางด้านขวาของลูกบิดปรับระดับความดังเสียงจะเป็นช่องเสียบหูฟัง จากข้อมูลที่ได้มา ปุ่มปรับโทนเสียงของ Power Plant สามารถปรับแต่งรายละเอียดเสียงได้ในช่วงจำกัดแค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทาง T+A กล่าวว่า เพื่อไม่ให้โทนของเสียงโดยรวมและคุณภาพของเสียงดนตรีต้นฉบับต้องเสียไป ดังนั้นจึงเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ปรับแต่งโทนเสียงได้ในช่วงจำกัดเท่านั้น เช่นเดียวกับปุ่ม Balance ซึ่งผู้ใช้สามารถปรับระดับความดังของเสียงลำโพงด้านซ้ายและด้านขวาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ในการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงจาก Music Player ไปยัง Power Plant สามารถทำได้โดยใช้สายสัญญาณอะนาลอก
อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบ
แหล่งสัญญาณดิจิตอล : Logitech Slim Devices Transporter Sooloos Control 10/Source/Twinstore music server : เครื่องคอมพิวเตอร์ Apple Intel Mac mini OS10.5.6 เครื่องคอมพิวเตอร์ Apple Powerbook 17” G4 OS10.5.6 และโปรแกรม itunes 8.11 เครื่องเล่น DVD Denon DVD-2910 และ Oppo DV-980H
ปรีแอมป์ : Lexicon MC-12 Integra DTC-9.8
เพาเวอร์แอมป์ : Classe’ CAM350 monoblock
ลำโพง : MartinLogan Prodigy พร้อมด้วยลำโพงซับวูฟเวอร์ Descent จำนวน 2 ข้าง
สายสัญญาณดิจิตอล : XLO
สายสัญญาณอะนาลอก : Kimber Kable
สายลำโพง : Kimber Kable
อุปกรณ์เสริมอื่นๆ : ชุดสายไฟขนาด 20 แอมป์ สำหรับต่อกับแอมป์ ชุดสายไฟขนาด 15 แอมป์ สำหรับต่อกับอุปกรณ์ดิจิตอลและอะนาลอก


 

 

twitter facebook

Copyright 2008 Intennia Co,. Ltd. All right reserved.

twitter facebook