นิตยสาร What Hi-Fi (Out 2009)

T+A 2 Channel Stereo System
Model V10 Integrated Valve Amplifier
Model D10 CD-SACD Player
Model TCI2E Transmission-Line Floorstanding Loudspeaker


 
 

เป็นอีกครั้งที่ได้อยู่กับชุดสเตอริโอของ T+A ที่มากันแบบยกครัว คือ มากันทั้งชุดอย่างที่จั่วหัวไว้ข้างต้นนั่น
แหละครับ ซึ่งเห็นชื่อเห็นรุ่นกันแล้ว จัดได้ว่าเป็น “ชุดใหญ่” ชุดหนึ่งของค่ายนี้เขาก็ว่าได้และอยู่กันเที่ยวนี้หาได้อยู่กันแบบ “เดิมๆ” แต่อย่างใด เพราะยกขบวนกันมาถึงห้องกันนั่นเทียว
ด้วยแต่ไหนแต่ไรมา ก่อนหน้านี้มีโอกาสฟังเครื่องระดับนี้ของเขาเมื่อไร เป็นต้องหาโอกาสออกไปฟังยังห้องของเขาเอง แต่เที่ยวนี้เป็นครั้งแรกครับ ที่ได้ฟังอยู่ในห้องที่เป็นความคุ้นเคยเป็นส่วนตัวจริงๆ จึงมีเรื่องมาคุยให้ฟังกันแยะหน่อยนะครับเที่ยวนี้
รู้จักกับชื่อ T+A (อีกครั้ง)
แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องราวอะไรที่ว่า ขอพาคุณๆย้อนกลับไปรู้จักกับชื่อ T+A กันอีกครั้งนะครับ
เนื่องเพราะชื่อ T+A ที่เห็นโดดเด่นอยู่บนแผงหน้าปัดเครื่องตรงมุมซ้ายด้านล่างนั้น เชื่อว่าคงมิใช่ความคุ้นเคยของใครในบ้านเรามากนัก อาจจะเคยได้ยินบ้าง แต่ก็เสมอเพียงเป็นเงาๆ กระทั่งชื่อนี้ได้เดินทางเข้ามาในบ้านเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ภาพที่เห็นเป็นเงาๆ จึงเริ่มชัดแจ้งขึ้น

ในขณะที่ความเป็นจริงในระดับสากลนั้น ชื่อ T+A นั้น ได้รับการยกย่องและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางทั่วทวีปยุโรป รวมไปถึงทวีปอเมริกาเหนือ ในฐานะเครื่องระดับ HI-END ที่มีความหรูหรา แลดูเข้าตาอย่างเลิศเลอเสมอ ด้วยความเป็น Boutique Audio นั่นเทียวกับชื่อบริษัท T+A Elektroakustik นั้นมาจากความหมายเต็มๆ ที่เข้าใจได้ในภาษาอังกฤษ คือ “Theory and Application” in Electroacoustics ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1978 ในประเทศเยอรมนี ซึ่งเมื่อถึงวันนี้ก็นับเวลาได้สามทศวรรษพอดี โดยเริ่มผลิตลำโพงออกมาเป็นสินค้าประเภทแรก
ต่อมาได้เริ่มกว้างขวางเข้าสู่การทำเครื่องเสียงแบบหลอดสุญญกาศหรือ Valve Amp ในปี ค.ศ. 1984 จากนั้นก็ได้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมด้าน Audio Electronics แบบครบถ้วนบริบูรณ์ ด้วยเครื่องประเภท Home Cinema ในปี ค.ศ.1997 หรือเมื่อกว่าสิปปีมาแล้ว
ปัจจุบันนอกจากจะมีสินค้าและผิตภัณฑ์เป็นของตนเองที่ครบถ้วนทั้งเรื่องลำโพงและสายสัญญาณ สายลำโพงแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ทางด้านระบบภาพเป็นสำคัญด้วย
ทุกวันนี้นอกจากจะมีฐานที่มั่นอยู่ในเยอรมันนีแล้ว T+A Elektroakustik ยังมีสำนักงานสาขาอยู่แทบทุกส่วนในทวีปยุโรป กับบางประเทศในแถบเอเชีย รวมทั้งมีสำนักงานอยู่ในรัสเซียด้วย

V10 Integrated Valve Amp.
เป็นเครื่องพิเศษที่อยู่ในตระกูล V-Series ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อการเฉลิมฉลอง Silver Jubilee หรือในวาระที่บริษัทครบรอบ 25 ปี โดยมีเครื่องเล่นที่เป็นแบบ 2 แชนแนลอยู่สามประเภท 3 รุ่นด้วยกัน คือ Integrated Amplifier, Turntable และ CD-SACD Player หลังจากนั้นอีกปีกว่าๆ จึงมีแอมป์ตามมาอีกรุ่น และ T+A V10 คือหนึ่งในสี่ที่ว่านั้น ซึ่งเป็นอินทีเกรทแอมป์แบบหลอดสุญญากาศ
Model V10 ที่ได้เคยทดสอบไปก่อนหน้านี้ เป็นเครื่องโดดเด่นด้วยสีขาวสะอาดตาแบบ Silver Aluminum ทั้งในส่วนของตัวถุงเครื่อง แผงหน้าปัด ตลอดจนส่วนครอบทรงกลมที่ห่อหุ้ม ปกป้อง คาปาซิเตอร์แบบ High-Voltage ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับ Main Power Supply ที่เห็นเป็นท่อทรงกลมขนาดเล็กซ้าย-ขวา ด้านละสองท่อทางด้านหลัง กับส่วนครอบท่อทรงกลมขนาดใหญ่ ที่เห็นสามท่อ ซึ่งเป็นที่อยู่ของ Torroidal Transformer แบบพิเศษ โดยตัวกลางนั้นเป็น Main Transformer ขนาด 450 วัตต์ ส่วนที่อยู่ด้านข้างอีกสองตัวเป็น New Torroidal Audio Transformer
นอกจากนั้น ในส่วนของขารองแท่นเครื่องซึ่งทำหน้าที่เป็น Shock Absorber ด้วยในตัว ซึ่งอยู่ที่มุมเครื่องทั้งสี่ด้าน ก็เป็นแบบ Silver Aluminum ด้วยเช่นกัน
แต่เครื่องทั่นำมาทดสอบคราวนี้ เป็นสี Titanium ที่แลดูเข้มขรึม เป็นพิเศษ โดยทุกส่วนที่กล่าวถึงข้างต้นว่าเป็นแบบ Silver Aluminium นั้น กลายเป็น Titanium ทั้งหมด โดยทั้งหมดที่กล่าวนั้นอยู่บนแผ่นอะครีลิคสีเทาใสที่แลกลมกลืนไปกับตัวเครื่องดีแบบ Silver Aluminum โดยแผ่นอะครีลิคนี้ได้มีการเซาะเป็นช่องให้โผล่พ้นจากแผ่นตัวถังเครื่องด้านบน รวมทั้งส่วนของหลอดสุญญากาศด้วย โดยชุดหลอดสุญญากาศนั้นมีตะแกรงโลหะโปร่งปกป้องเอาไว้ด้วย หลอดสุญญากาศที่ใช้ทั้งหมดนั้นมีอยู่ 10 หลอดด้วยกัน ซึ่งเห็นอยู่ด้านบนตัวถังเครื่อง 8 หลอด และซ่อนอยู่ในตัวถังอีก 2 หลอด
ซึ่งเห็นหลอดเล็ก 4 หลอดนั้น ประกอบไปด้วยหลอดเบอร์ ECL82 จำนวน2 หลอด อยู่ชิดติดกันตรงกลาง เป็นหลอดแบบ Triode/Penthode สำหรับภาค Input Stage ส่วนอีก 2 หลอดที่ขนาบอยู่ คือ หลอดเบอร์ ECC 99 ซึ่งเป็นแบบ Low-Ohm Double Triode สำหรับภาค Driver Stage ส่วนหลอดใหญ่จำนวน 4 หลอดนั้นคือ หลอดเบอร์ EL509/II สำหรับภาพ Output Stage ซึ่งเป็นแบบ Modern Power Triodelส่วนอีก 2 หลอดที่ซ่อนอยู่ในตัวเครื่องนั้นทำหน้าที่อยู่ในส่วนของภาคปรีแอมป์ เป็นหลอดเบอร์ 12AX7/LPS ซึ่งเป็นแบบ Double Triode โดยหลอดทั้งหมดมีอายุการใช้งานอยู่ในช่วง 3,000-5,000 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงาน หรือขึ้นอยู่กับการเล่นนั่นเอง
แผงหน้าปัดของ Model V10 นั้น นอกจากที่เป็นเป็นจอดิสเพลย์อยู่กึ่งกลางแล้ว จะมีลูกบิดขนาดพอเหมาะมืออยู่ที่ด้านซ้ายและขวา ของแผงหน้าปัดนั้น โดยลูกบิดด้านขวาทำหน้าที่

เป็น Volume Control แบบลูกบิดหมุน คุณภาพสูงของ ALPS ซึ่งทำงานแบบ Motorized Potentiometer ในขณะที่ลูกบิดด้านซ้ายนั้นเป็นสวิตซ์ควบคุมการทำงานกับทำหน้าที่เป็น Selector ในการเลือกแหล่งโพรแกรมไปพร้อมๆกันด้วย โดย Input ที่ด้านหลังซื่งเป็นแบบ RCA Input นั้น รองรับแหล่งโปรแกรมต่างๆได้ทั้งเครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นซีดี จูนเนอร์ เฮดโฟน และอีกหนึ่งชุดสำหรับ Auxilliary
ส่วนปุ่มเล็กๆที่เห็นใต้ที่จอดิสเพลย์นั้น เป็นปุ่มกดสำหรับควบคุมการทำงานในฟังก์ชั่นต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วย MON: สำหรับฟังก์ชัน Recorder Monitor ปุ่ม SPKR: สำหรับเลือกเปิดหรือปิดการทำงานของลำโพง ปุ่ม PHO: สำหรับเลือกเปิดหรือปิดการทำงานของภาคHeadphone Output ปุ่ม BIAS:สำหรับเลือกให้เครื่องทำงานในลักษณะ High Bias Current ที่จะทำให้ค่าความเพี้ยนต่ำลง แต่ขณะเดียวกันก็จะเป็นการจำกัด Output ไปในตัว ปุ่ม INFO: สำหรับบอกสถานการณ์ทำงานในส่วนของเวลา และกระแส Bias สุดท้ายก็คือ ปุ่ม BAL: สำหรับทำหน้าที่เป็น Balance Control โดยเมื่อกดใช้งานปุ่มต่างๆ ดังกล่าว จะแสดงผ่านทางจอดิสเพลย์ด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ในลักษณะของไฟเรืองแสงสีแดง ซึ่งเห็นชัดเจนดี สายไฟ AC เป็นแบบถอดเปลี่ยนได้
Model V10 ระบุคุณสมบัติดเนเทคนิคเอาไว้ว่า ให้กำลังขับ 80 Wrms, ทั้งที่โหลด 4 โอห์ม และ 8 โอห์ม โดยมีสวิตซ์ให้เลือกโหลดอิมพีแดนซ์ นั้นได้เพื่อความเหมาะสมกับลำโพงที่ใช้ให้ Bandwidth กว้างในช่วง 8-100,000 Hz (-3dB) ค่าความเพี้ยนฮาร์โมนิกรวม (THD) วัดได้ต่ำกว่า 0.07% ที่ตำแหน่ง Normal Bias และต่ำกว่า 0.05% ที่ตำแหน่ง High Bias ในขณะที่ค่าความเพี้ยนอินเตอร์มอดูเลชั่น (IM Distortion) ต่ำกว่า 0.03% ตลอดการทำงาน วัดค่าอัตราส่วนสัญญาณต่อเสียงรบกวน (Sihnal-to-Noise Ratio) ได้มากกว่า 100 dB
สามารถควบคุมการทำงานของเครื่องได้ทั้งแบบอัตโนมือ (Maually) ผ่านทางปุ่มปรับต่างๆบนแผงหน้าปัด และแบบอัตโนมัติผ่านรีโมทคอนโทรล รุ่น F10 ที่ใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องอื่นๆ (อีก 2 รุ่น) ในซีรีส์เดียวกันได้ครบทุกเครื่องด้วย ระบุว่าการออกแบบโครงสร้างตัวถังและท่านเครื่องของ Model V10 นั้น มีเพียงผ่านการคำนวณออกแบบมาเป็นอย่างดีเท่านั้น หากยังคัดสรรวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้อย่างดีเยี่ยมเป็นพิเศษด้วย โดยเฉพาะในการออกแบบแท่นรองแผ่นพิมพ์วงจรการทำงาน เบ้ารับหลอดสุญญากาศ ตลอดจนขารองแท่นเครื่อง ที่ล้วนแล้วแต่ป้องกันแรงสั่นสะเทือนจากภายนอกมีให้มารบกวนการทำงานของเครื่องได้ด้วยความปลอดภัยสูงสุด ทำให้เครื่องมือการทำงานอย่างเสถียรที่สุด ให้ความถูกต้องเที่ยงตรงของสัญญาณจาก Input ถึง Output ได้อย่างสมบูรณ์ ในขณะที่แผ่นอะครีลิคใสนั้น ทำหน้าที่ทั้งขจัดและป้องกันแรงสั่นสะเทือน รวมทั้งมีหน้าที่ปกป้องมีให้เกิดปฏิกิริยาเสียงแทรกซ้อนในลักษณะที่เรียกว่า Microphony Effect เกิดขึ้นด้วย

กล่าวในส่วนการออกแบบวงจรการทำงานของเครื่องนั้น T+A Elektroakustik บอกว่า Model V10 อาจจะไม่ใช่เครื่องแรกที่นำความยอดเยี่ยมของหลอดสุญญากาศ เข้ามาผสมผสานการทำงานร่วมกับทรานซิสเตอร์ชั้นยอด ซึ่งโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ ตานี่คือเครื่องที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณภาพชั้นเลิศจากการนำทั้งสองภาคส่วนมาออกแบบด้วยแนวคิดที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ เพื่อให้สอดประสานการทำงานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว กลมกลืน อันมิเพียงนำมาซึ่งคุณภาพเสียงที่คือทุกความต้องการอย่างแท้จริงของนักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์เท่านั้น หากยังงถึงพร้อมต่อการทำงานร่วมกัยทุกๆ Signal Source ที่ต้องการเครื่องที่ให้การทำงานในระดับ Highest Resolution อย่างแท้จริงด้วย
และยืนยันว่าเป็นเครื่องที่สามารถให้การตอบสนองสัญญาณความถี่ออกมาได้อย่างถูกต้อง เที่ยงตรงและรวดเร็ว ต่อสัญญาณฉับพลันในทุกๆรูปแบบ โดยปลอดจากความคลาดเคลื่อนทางด้านเฟสอย่างสิ้นเชิง
และย้ำว่าสื่อต่างๆ ทางด่านออดิโอไม่ว่าจะเป็นเยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส อินแทเลียน อเมริกัน หรือแม้แต่ ดัทซ์ ยังออกปากเป็นเสียงเดียวกันว่า –This amplifier is superb— นั่นเทียว

D10 CD-SACD Player
ด้วยภาพลักษณ์ที่ผ่านการออกแบบมาในลักษณะเดียวกันกับ Model V10 ทำให้เมื่อมองแหล่งโปรแกรมเครื่องนี้แบบเดี่ยวๆอย่างตัวเดียวโดดๆแล้ว นึกไม่ออกเหมือนกันว่าหากจะนำไปใช้งานแล้วแอมป์แบบไหนหนอ จึงจะควรคู่กับมันได้ นอกจาก Model V10 ที่มาด้วยกัน
เพราะนั้นคือความลงตัวแรกที่เชื่อว่ามีผลทางจิตวิทยาไม่น้อย
ด้วยหากเครื่องที่นำมาเข้าชุดหรือจัด system ให้ทำงานด้วยกัน มีรูปร่างหน้าตาที่ไปกันได้ หรือสอดประสานกันอย่างลงตัวแบบเครื่องในซีรีส์เดียวกัน ผมเชื่อว่ามันมีในเชิงจิตวิทยาทางด้านเครื่องเสียงที่เป็นเครื่องของนามธรรมอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อยคืออย่างน้อยๆก็ดีใจ ได้ความชอบไปก่อนหน่อยนึงแล้วนั่นเอง
T+A บอกว่าโมเดล D10 นี้ เปรียบได้กับอัณมณีหรูหราทรงคุณค่า ที่หาได้ยากยิ่ง เพราะมิใช่เป็นเช่นเครื่องชั้นดีทั่วๆไปเท่านั้น หากแต่เป็นเครื่องชั้นเยี่ยมที่หาได้น้อยกว่าน้อยนักในวงการ ด้วยโดดเด่นตั้งแต่การออกแบบ การคัดสรรชิ้นส่วน อุปกรณ์ ตลอดจนงานฝีมือในการประกอบ ทำให้ทั้งหมดที่กอปร ขึ้นมาเป็น CD-SACD Player เครื่องนี้ จึงถึงพร้อมในทุกความต้องการของนักเล่นระดับ Audiophile ที่ต้องการได้คุณภาพเสียงระดับ Consistent Hi-End Quality อันสมบูรณ์อย่างถึงที่สุดของ Consistent 2-Channel Quality นั่นเอง
Model D10 มีพื้นฐานการออกแบบวงจรมาจาก Model SACD 1245R ที่ได้รับก่ารยอมรับอย่างสูงมาก่อนหน้านี้(ซึ่งสามารถยกบางคำจำกัดความสั้นๆ จากนิตยสารทั่วยุโรปให้กำกับเอาไว้ อาทิ Reference บ้าง Outstanding บ้าง Highlight บ้าง Our Choice บ้าง Recommended บ้างและ Five Stars บ้าง เป็นต้น) โดยเฉพาะในภาคถอดรหัสสัญญาณและภาค D-to-A Converter ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่เป็นแบบ Quadruple รวมทั้งในส่วนของกลไกการขับหมุนและอ่านแผ่นตลอดจนภาคพาวเวอร์ซัพพลาย ที่ใช้ Toroidol Transformer ซึ่งสามารถจ่ายพลังงานให้แต่ละภาคส่วนทำงานได้อย่างเหลือเฟือและปลอดการรบกวนกันและกันอย่างสิ้นเชิง อันเป็นการผลักดันให้แต่ละภาคส่วนการทำงานสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั่นเอง
กล่าวได้ว่า Quadruple D/A Converter ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่เป็นแบบจตุรคูณ หรือเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติถึงสี่เทานั้น คือความโดดเด่นอย่างแท้จริงของ CD-SACD Player เครื่องนี้ ด้วยการใช้ชุดถอดรหัสสัญญาณของ Burr-Brown จำนวนแปดชุด ติดตั้งอยู่บนแผงวงจรที่ออกแบบมาในลักษณะ Double Mono Quadruple Circuit และแยกส่วนการทำงานสำหรับการแล่นแผ่น CD-Audio และแผ่น SACD ออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยสำหรับ CD-Audio นั้นเป็นแบบ Double-Mono Quadruple DSD Differential Converter โดยต่างช่วยให้ได้ความเที่ยงตรงเพิ่มสูงขึ้นในระดับปลอดความผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง รวมทั้งสามารถลด Background Noise ลงได้ถึง 6 db และเมื่อเสริมเข้าไว้ด้วยกระบวนการ Oversampling แบบ FIR:Finite Impulse Response ที่เป็นพัฒนาการล่าสุด ซี่ง T+A บอกว่าใช้เวลาในการพัฒนามากกว่า10 ปี เพื่อนำมาใช้ใน CD-SACD Player เครื่องนี้ ที่ผู้ใช้สามารถเลือกการทำงานได้ถึงสี่แบบ เพื่อให้ได้ลักษณะเสียงที่ตรงกับความชอบได้อย่างถึงที่สุดแล้ววันนี้ จึงเป็นแหล่งโปรแกรมทางด้าน Digital Source ที่เหนือชั้นกว่าเครื่องอื่นใดทั้งสิ้น
โดยสามารถเลือกการทำงานของ FIR Oversampling Filter แบบต่างๆทั้งสี่นั้น จากรีโมทคอนโทรลได้อย่างสะดวกหรือจะเลือกกดใช้งานจากปุ่มที่อยูทบนแผงหน้าปัดเครื่องก็ได้
สำหรับภาพลักษณ์ของเครื่องที่ขึ้นรูปโครงสร้างด้วย Solid Aluminum นั้น ที่แผงหน้าปัดซึ่งเห็นเป็นลูกบิดทรงกลมทางด้สนซ้ายและขวาสองชุด คือลูกบิด Main Switch ทางด้านซ้ายมี 3 ตำแหน่งด้วยกัน ประกอบไปด้วย ON,Off และ Auto หากแหล่งโปรแกรมเครื่องนี้ได้มีการต่อเชื่อมเพื่อการทำงานร่วมกับ Model V10 Amplifier เมื่อบิดสวิตซ์เลือก Source ที่แอมป์ไปยังตำแหน่ง Disc หรือ CD เครื่องเล่นนี้จะเปิดขึ้นมาเพื่อพร้อมทำงานโดยอัตโนมัติ ส่วนลูกบิดทางขวานั้น สำหรับการหมุนเลื่อนเดินหน้าหรือถอยหลัง (หมุนได้ทั้งทวนเข็มและตามเข็มนาฬิกา)
เพื่อการเลือก Track ซึ่งจะปรากฏหมายเลข Track ขึ้นบนจอ Display ที่อยู่กึ่งกลางแผงหน้าปัดเครื่อง
โดยจอ Display ที่ว่านั้นจะแสดงค่า รวมทั้งสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เลือกไว้ให้ทราบอย่างครบถ้วน โดยสามารถแสดงผลได้ถึง 13 รายการด้วยกัน
และใต้จอแสดงผลนั้นมีปุ่มกดเล็กๆ เรียงรายอยู่ 6 ปุ่มด้วยกัน ประกอบด้วย (จากซ้ายไปขวา) ปุ่ม Layer/Downmix, ปุ่ม Stop/Pause, ปุ่ม Fast Forward, ปุ่ม Rewind, ปุ่ม Play/Repeat และสุดท้ายคือปุ่ม OVS/INV ซึ่งเป็นปุ่มเลือก Oversampling Mode ที่กล่าวถึงข้างต้นนั้นเอง ซึ่งการกดใช้งานปุ่มเหล่านี้มีวิธีการกดเร็ว หรือกดแช่ค้าง ล้วนมีผลต่อขั้นตอนการทำงานในลักษณะที่แตกต่างกันไป ซึ่งในคู่มือการใช้งานหรือ User Manual ได้แจ้งให้ทราบไว้โดยรายละเอียดอยู่แล้ว
Model D10 เป็นเครื่องเล่นแผ่นแบบ Top Loading คือมีถาดรับแผ่นอยู่บนฝาหลังของตัวเครื่อง ใส่แผ่นด้วยวิธีโยกก้าน ยกฝาครอบที่อยู่ทางด้านขวาขึ้นมา ฝาครอบที่เป็นส่วน Machanism Cover จะเปิดกว้างขึ้น เผยให้เห็นถาดรับแผ่นที่อยู่กึ่งกลางบนฝาหลังเครื่องอย่างชัดเจน เมื่อวางแผ่นลงในถาดตรงกับส่วนที่เป็นแกนกลางแล้ว โยกคันยกลง ฝาครอบก็จะปิดลงมาแนบสนิท เครื่องก็อยู่ในสภาวะพร้อมทำงาน ฝาครอบปิดส่วนขับหมุนและอ่านแผ่น (หรือบริเวณถาดรับแผ่น) มีน้ำหนักค่อนข้างมาก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเสถียรให้ถาดรับแผ่นไปในตัว ทำให้การขับหมุนแผ่นเป็นไปอย่างเที่ยงตรงขึ้นไปอีก การอ่านข้อมูลลงบนแผ่นจึงมีความถูกต้อง ชัดเจน เพิ่มมากขึ้นไปด้วย
ส่วนที่แผงหลังของเครื่องนอกจากมีขั้วต่อเชื่อมสัญญาณ Analogue Out แบบ RCA Jack และ Main Input สำหรับสาย AC แบบถอดเปลี่ยนได้แล้ว ยังมี Digital Out ให้อีกสองชุดเป็นแบบ Optical Out และแบบ Co-axial Out พร้อมทั้งขั้วสำหรับต่อสาย Ground ขั้วต่อสำหรับรีโมทคอนโทรลอื่น ขั้วต่อแบบ R-Link สำหรับใช้เชื่อมกับเครื่อง T+A ด้วยกัน รวมทั้งสวิตซ์ เลือก Bandwidth แบบ Wide/Normal
Model D10 ระบุคุณสมบัติทางด้านเทคนิคเอาไว้ว่า พร้อมรองรับการเล่นแผ่น Audio Format ต่างๆ ดังนี้ CD,CD-R/RW และ SACD Stereo ให้ระดับความแรงสัญญาณ Output Level/Impedance 2.5 Veff/100-ohm ภาค Output Stage ใช้หลอดสุญญากาศเบอร์ 12AX7 LPS Double Triode จำนวนสองหลอดเช่นกัน และหลอดสุญญากาศเบอร์ ECC99 Double Triode จำนวนสองหลอดเช่นกัน ให้การทำงานตอบสนองความถี่ 4 Hz-20 kHz กับแผ่น CD Audio และ 4 Hz-60 kHz กับแผ่น SACD ที่ตำแหน่งสวิตซ์ Wide Bandwith วัดค่าความเพี้ยนฮาร์โมนิกส์รวม (THD) ได้ต่ำกว่า 0.015% ประสิทธิภาพทางด้สน Dynamic Range วัดได้ 98 dB กับแผ่น CD-Audio และวัดค่าได้ 100 dB กับแผ่น SACD ส่วนค่าอัตราสัญญาณต่อเสียงกวน (Signal-to-Noise Ratio) วัดได้ 100 dB และวัดค่า Channel Separation ได้ 100 dB เช่นเดียวกัน และเป็นเครื่องที่มีน้ำหนักสุทธิ 12 กิโลกรัม หรือ 26.5 ปอนด์

TCI2E Transmission Line
ที่ T+A ได้ออกแบบและมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องนับแต่ปี ค.ศ. 1982 โดยเฉพาะกับลำโพงในตระกูล Criterion Series ที่ทุกๆรุ่น มีบุคลิกพื้นฐานเหมือนๆกันอยู่เพียงสองประการคือ เป็นลำโพงที่ได้รับการออกแบบมาในแบบ Transmission Line. หนึ่ง และอีกหนึ่งคือเป็นลำโพงที่มีการปฎิวัติทางด้านเทคโนโลยีเหนือทุกๆการพัฒนาของลำโพงอื่นใด อันทำให้ลำโพงในตระกูลนี้อยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่าลำโพงทั้งมวลนั่นเอง
Criterion TCI (Transmission-Line Carbon Fibre Impulse) Series เป็นลำโพงที่พัฒนาขึ้นมาภายใต้จุดมุ่งหมายเดียวเท่านั้น คือ เพื่อให้สามารถถ่ายทอดเสียงดนตรีออกมาได้อย่างสมจริง เสมอด้วยธรรมชาติแห่งเสียงเท่าที่ความสามารถของมนุษย์จะรังสรรค์ขึ้นมาได้ โดยปราศจากข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น
ลำโพงในตระกูล Criterion TCI Series ทุกรุ่นล้วนแล้วแต่ถูกออกแบบและได้ผลิตขึ้นมาอย่างประณีตเป็นพิเศษ นับตั้งแต่การออกแบบและผลิตโครงสร้างตู้ เพราะตู้ลำโพงล้วนแล้วแต่มีผลต่อเสียงอย่างยิ่ง น้ำเสียงที่ออกมาจะดี มีคุณภาพหรือไม่ ตู้ลำโพงเป็นตัวแปรแรกของคุณภาพเสียงอย่างเป็นสำคัญ ตู้ลำโพงที่ดีนั้นจะต้องปลอดเรโซแนนซ์ รวมทั้งจะต้องไม่มีการให้เสียงอันเนื่องมาจากตัวตนของมันเองปลอมปนออกมากับเสียงดนตรีด้วย จะต้องให้เสียงในย่านความถี่ต่ำอย่างสะอาดถูกต้อง เป็นน้ำเสียงที่สามารถให้ภาพลักษณ์เวทีเสียงออกมาได้อย่างถูกต้อง และความถูกต้องขัดเจนนั้นยังรวมไปถึงบุคลิกการแพร่กระจายการครอบคลุมพื้นที่อย่างทั่วถึง ตลอดจนน้ำเสียงในย่านความถี่กลาง และย่านความถี่สูงด้วย
โดยลำโพงในตระกูลนี้จะมีการขึ้นรูปโครงสร้างตู้ด้วยแผ่นไม้ Beech ขนาดความบาง 2.0 มิลลิเมตร จำนวน 9-11 แผ่น นำมาประกบกันด้วยกรรมวิธีที่เป็นเทคนิกเฉพาะ ทำให้ได้โครงสร้างตู้ที่มิได้มีเพียงความสวยงามเท่านั้น หากยังเป็นตู้ลำโพงในอุดมคติของนักออกแบบลำโพงทุกคน ที่ถึงพร้อมทั้งความเสถียร ความแกร่ง ความมั่นคง โครงสร้างภายในตู้ของทุกรุ่นที่เป็นแบบ 3 ทาง,4 ไดรเวอร์ ทำงานในระบบ Bass Reflex นั้น จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ห้อง (Chamber) ด้วยกัน  โดยแต่ละห้องจะเป็นที่อยู่ของไดรเวอร์แต่ละตัวในลักษณะที่อยู่แยกจากกันอย่างเด็ดขาด ทั้งทวีตเตอร์ มิดเรนจ์ และวูฟเฟอร์ โดยที่วูฟเฟอร์ของลำโพงแต่ละรุ่นที่ใช้ 2 ตัวฝชุด จะอยู่ในห้องร่วมกันเพราะให้เสียงในช่วงความถี่เดียวกันนั่นเอง และทำงานสอดประสานกับท่ออากาศ หรือ Port ที่อยู่ตอนล่างของตู้ด้วย ซึ่งเป็นท่ออากาศแบบช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงบางที่มีความยาวเต็มความกว้างของแผงหน้าตู้
ดังนั้น การทำงานหรือการให้เสียงไดรเวอร์แต่ละตัว (หรือแต่ละชุด แยกทุ้ม/กลาง/แหลม) จะปลอดการรบกวนกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้น้ำเสียงจากไดรเวอร์แต่ละตัวหลุดลอยออกมาจากตู้อย่างอิสระ แต่จะสอดประสานช่วงความถี่เป็นเส้นเสียงเดียวกันอย่างกลมกลืน ตั้งแต่ย่านความถี่ต่ำสุดถึงย่านความถี่สูงสุดที่ลำโพงสามารถให้ออกมาได้นั่นเอง
Criterion TCI Series มีอยู่ 3 รุ่นด้วยกัน โดย TCI2E เป็นรุ่นกลางของซีรี่ส์ ชุดไดรเวอร์ที่ใช้ประกอบด้วยวูฟเฟอร์ ขนาด 8.8 นิ้ว สองตัว เป็นวูฟเฟอร์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ ใช้แม่เหล็กขนาดใหญ่พิเศษเช่นเดียวกับ Voice Coil ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี เพื่อทำงานขับกรวยที่ขึ้นเป็นรูปทรง Cone ด้วย Carbon Fibre ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถให้คลื่นเสียงที่มีความถูกต้อง เที่ยงตรง ไม่ว่าสัญญาณที่ป้อนเข้ามานั้นจะมีความแรงระดับใดก็ตาม อีกทั้งยังให้น้ำหนักเสียงที่มีความเป็นธรรมชาติอย่างสูงด้วย
ในส่วนของมิดเรนจ์นั้น มีขนาด 7 นิ้ว เป็นมิดเรนจ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้น้ำเสียงในย่านความถี่กลางอย่างถูกต้อง และสมจริงกับการฟังเสียงผ่านหูของมนุษย์ เนื่องเพราะเสียงในย่านความถี่กลางนั้นมีความอ่อนไหวต่อการได้ยินของมนุษย์มากกว่าย่านความถี่อื่นๆ ดังนั้นการออกแบบมิดเรนจ์จึงเป็นเรื่องท้าทายความสามารถของนักออกแบบลำโพงเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมิดเรนจ์ที่ใช้ใน Criterion Series ทุกรุ่นได้ผ่านการรังสรรค์ขึ้นมาอย่างพินิจ พิเคราะห์ ด้วยเทคนิควิทยาการที่ได้รับการพัฒนาอย่างสูงสุด แต่ยังคงยึดพื้นฐานในความเป็นจริงของการได้ยินผ่านหูของมนุษยเป็นสำคัญ โดยมิดเรนจ์นี้สามารถให้ความถี่เสียงอย่างครอบคลุมในช่วง 250-2,500 Hz โดยให้การตอบสนองอย่างเที่ยงตรงผ่านกรวยรูป Cone น้ำหนักเบา ซึ่งถักทอขึ้นรูปด้วย Wooden Fibre ที่ติดตั้ง Phase Plug ทรงหัวกระสุนเข้าไว้ที่กึ่งกลางของกรวย เพื่อช่วยให้กระจายเสียงนอกจากจะครอบคลุมพื้นที่ได้อย่างกว้างขวางแล้ว ยังสามารถให้ออกมาได้อย่างสม่ำเสมออีกด้วย นอกจากนี้ที่ขอบ Surround) ซึ่งใช้วัสดุพิเศษแบบ Hard Rubber ที่มีความยืดหยุ่นสูง ให้การขยับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถขจัดเรโซแนนซ์ได้อย่างหมดจดและปลอดการให้สีสันปลอมปนเข้ามาในน้ำเสียงอย่างสิ้นเชิง
แม่เหล็กที่ใช้มิดเรนจ์มีขนาดใหญ่ถึงเกือบ 5 นิ้ว ในขณะที่ Voice Coil ก็มีขนาดใหญ่เกือบ 2 นิ้ว และพันขึ้นรูปด้วยไทเทเนียมแผ่นบางถึงสี่ชั้น และนั่นมีส่วนช่วยอย่างเป็นสำคัญในการให้เสียงที่มีความเป็นธรรมชาติอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ให้ไดนามิกออกมาได้อย่างน่าทึ่ง
สำหรับทวีตเตอร์ที่ใช้ใน Criterion TCI2E นั้นเป็นแบบ ELECTROSTATIC ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการออกแบบลำโพงที่นิยมใช้กันมาช้านานแล้ว และเป็นที่โจษขานกันมาก ว่าให้ความยอดเยี่ยมในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นไดนามิกเรนจ์ หรือรายละเอียดของเสียง ตลอดจนเนื้อเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความน่าฟัง อย่างไรก็ตาม ลำโพง ELECTROSTATIC ก็มีข้อด้อยอยู่มากเช่นกัน โดยเฉพาะการที่ไม่สามารถให้เสียงในย่านความถี่ต่ำๆ ออกมาได้อย่างน่าพอใจ เป็นเสียงทุ้มที่อ่อนบางขาดพลัง ไม่อาจให้ความสมดุลเสียงได้อย่างที่ควร นั่นเองที่ T+A จึงนำความโดดเด่นของแผง ELECTROSTATIC  มาใช้เฉพาะการตอบสนองต่อเสียงในย่านความถี่เสียงสูงๆได้อย่างสมบูรณ์ และทอดยาวไปได้ไกล โดยให้การตอบสนองเกินกว่า 70,000 Hz และให้ Sound Pressure ออกมาได้ถึง 125 dB โดยที่มีความถูกต้องอย่างเที่ยงตรง และให้การกระจายเสียงที่แพร่ออกไปครอบคลุมพื้นที่ได้อย่างกว้างขวาง
ที่แผงหลังของ Criterion TCI2E นั้นติดตั้งเข้าไว้ด้วยขั้วต่อสายลำโพงแบบคุณภาพสูง ดูมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ ติดตั้งเอาไว้สองชุดเพื่อให้ต่อใช้งานได้ทั้งแบบ Bi-Amp และแบบ Bi-Wire นอกจากนี้ยังมี Main switch สำหรับสายไฟ AC แบบถอดเปลี่ยนได้ เพื่อนำกระแสไปเลี้ยงการทำงานของแผง ELECTROSTATIC และมีสวิตซ์ Level Adjustment ให้สามชุดเพื่อปรับแต่งคุณภาพเสียงแบบแยกทุ้ม/กลาง/แหลม โดยแต่ละสวิตซ์นั้นสามารถเพิ่มหรือลดระดับความดังเสียงลงได้ 1.5 dB ซึ่งมีคำแนะนำในคู่มือการใช้อย่างละเอียดพร้อมสรรพ
Criterion TCI2E ระบุคุณสมบัติทางด้านเทคนิคเอาไว้ว่า สามารถรองรับกำลังขับได้ 160 W ในขณะที่สามารถรองรับสัญญาณเสียงดนตรีได้สูงถึง 220 W อิมพีแดนซ์ 40 hm ให้การตอบสนองความถี่ 30-40,000 Hz วัดค่าความไวได้ 90 dB ใช้ครอสโอเวอร์เน็ทเวอร์คแบบ Low-Loss Passive FSR: Feat Signal Response ปรับแต่งการทำงานระหว่างแผง ELECTROSTATIC กับแผ่น Repeater ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ในแผงครอสโอเวอร์ล้วนแล้วแต่เป็นชนิด Low-Resistance แบบพิเศษที่ปลอดค่าการสูญเสียอย่างสิ้นเชิง และขดลวดที่ใช้ทั้งหมดเป็นแบบ Air-Core ซึ่งนอกจากจะสามารถรับแรงกระแสไฟฟ้าได้สูงแล้ว ยังปราศจากความเพี้ยนใดๆ อีกด้วย โดยมี จุดตัดความถี่อยู่ที่ 250 Hz และที่ 2,500 Hz
มิติโครงสร้างตู้ กว้าง 0.27* สูง 1.20* ลึก 0.40 เมตรน้ำหนัก 54 กิโลกรัม (118.8 ปอนด์)/ตู้
และแม้ว่าจะเป็นเพียงรุ่นกลางของซีรีส์ แต่นี่ก็คือลำโพงที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงมาแลเวจากนิตยสารชั้นนำทั่วโลก อาทิ Stereoplay บอกว่า ‘Absolute top class. In practice: superb. Reference class, five stars’
จากคุณภาพเสียง
ระหว่างที่ผมให้ system นี้ทำความคุ้นเคยกับห้องอยู่นานเดือน ผมกลับไปหยิบข้อมูลที่ผ่านมาที่เคยได้เขียนถึง system ‘คล้ายๆ’ กันนี้ไปบ้างแล้ว มาดูใหม่ พร้อมๆกับนึกทบทวนสุ้มเสียงที่เคยผ่านหูมาไปในตัว ในคราวนั้นส่วนที่เป็นชุดอิเล็กทรอนิกส์ก็คือ เครื่องสองเครื่องของ T+A นี่ละ คือ Model V10 Amplifier กับ Model D10 CD-SACD Player แต่หนนั้นลำโพงที่ใช้เป็น Criterion TCI3R โดยสายสัญญาณ และสายลำโพงทั้งหมดต่างก็เป็นผลิตภัณฑ์ของ T+A ด้วยเช่นเดียวกัน
ซึ่งนั่นเป็นหนที่ได้ไปฟังในห้องของ Int บนชั้น4 ของ Central World Plaza ผู้นำ system นี้เข้ามาจำหน่ายในบ้านเรานั่นเอง
หลังไปฟังอยู่นานนับชั่วโมง และผ่านเวลาไปอีกนานชั่วโมงของวันเดียวกัน ผมได้นำสิ่งที่สัมผัสได้มารายงานเอาไว้ทำนองว่า เป็นเพราะไม่ได้ฟังอยู่ในห้องที่คุ้นเคย แผ่นแรกที่หยิบขึ้นมาเพื่อลองฟังจึงเป็นแผ่นร้องที่มีเครื่องดนตรีประกอบเพียงไม่กี่ชิ้น เพราะอยากจะเริ่มต้นกับอะไรที่น้อยๆ นิ่งๆ และชัดๆดูก่อน แผ่นที่ว่าก็คือแผ่นจากเสียงร้องของ Umi Ushida ในอัลบั้มชุด The Way We Were ที่นอกจากเสียงร้องแล้วแล้วก็มีเครื่องดนตรีเข้ามาร่วมด้วยอีกเพียงสองประเภท สามชิ้นคือ Upright Bass หนึ่งกับ Acoustic Guitar อีกสอง ซึ่งเป็นแผ่นบันทึกสดในสตูดิโอที่ให้เสียงออกมาเป็นธรรมชาติมาก มนขั้นตอนการบันทึกแผ่นนั้น ไม่มีการบีบอัดสัญญาณแต่อย่างใด ใช้ไมค์เพียงสองตัวเท่านั้น คือ หนึ่ง สำหรับเครื่องดนตรี และอีกหนึ่งกับเสียงร้อง
เมื่อกดสวิตซ์ Play ให้เครื่องทำงานพร้อมๆ กับค่อยๆเร่งระดับความดังเสียงขึ้นไป จากนั้นเพียงไม่กี่ตัวโน้ตที่โลดแล่นออกมาอย่างพรูพร่าง ทั้งจากเสียงร้อง และจากชิ้นเครื่องดนตรีนั้น ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่ากับ system ที่อยู่เบื้องหน้านั้น มันคืออีกความสุดยอดแห่งเสียงที่ควรต้องใช้เวลาในการพินิจและพิเคราะห์อย่างยิ่ง เพราะกับภาพรวมเสียงที่สัมผัสได้ช่างยิ่งใหญ่ โอ่อ่า อย่างอลังการนั้น มันมีอะไรชวนให้ค้นหาอีกมากกว่ามาก เพราะแต่ละแทรกในแผ่นนี้ที่ล้วนแล้วแต่ชวนฟังได้ไม่รู้หน่าย ไม่ว่าจะเป็น My Funny Valentine หรือ Stardust หรือ Misty โดยเฉพาะกับ Send in the Clowns นั้น นอกจากจะยิ่งฟังก็ยิ่งชอบ คือ ชอบทั้งเนื้อหา ชอบทั้งน้ำเสียง อันเป็นสำคัญแล้ว ความเป็นดนตรีของภาพเสียงโดยรวมที่แฝงไว้ให้สัมผัสได้นั้น มันยิ่งชวนให้ชอบมากขึ้นไปอีก
พ้นจากแผ่นบันทึกสดในสตูดิโอ ผมหยิบแผ่นบันทึกการแสดงสดในฮอล์ขนาดใหญ่มาฟังบ้าง คือ อัลบั้มชุด Bob James Around the Town และเพียงแค่เริ่มแทรคแรกด้วย Touchdown สุ้มเสียงที่ให้ออกมานั้นบอกให้รับรู้ได้ว่า system นี้ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย เพราะมันสามารถนำผมเข้าไปมีส่วนร่วมกับการปรบมือ เป่าปาก กระทืบเท้า พร้อมส่งเสียงร้องด้วยความมันส์ในอารมณ์ร่วมไปกับทุกๆคน ที่อยู่ในฮอล์คืนนั้นได้อย่างกลมกลืน ซึ่งที่กล่าวนั้นมันบอกให้รู้ได้อีกประการว่า system นี้สามารถให้บรรยากาศเสียงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมนั่นเอง มีเพียงเท่านั้นกับทุกแทรคในแผ่นนี้ มันยังบอกให้รู้ได้อีกว่า ความสามารถในการแยกแยะรายละเอียดจากน้ำเสียงโดยรวมออกมาได้อย่างโดดเด่น เพราะแต่ละชิ้นเครื่องดนตรีมีที่ทางที่แน่นอน ชัดเจน ระยะห่างระหว่างเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นที่มีพื้นที่ให้รับรู้ได้ บ่งบอกภาพลักษณ์บนเวทีเสียงให้รับรู้ได้ถึงความเป้นสามมิติอย่างเป็นรูปธรรม
อีกแผ่นที่ถูกนำมาใช้กับ system นี้คือ HCSF: The Hot Club of San Francisco ด้วยนี้เป็นอีกอัลบั้มหนึ่งที่ผมมักใช้ลองเครื่อง ลองลำโพง อยู่เนืองๆ ชนิดที่ต้องบอกว่าติดอันดับแผ่นสามัยประจำห้องแผ่นหนึ่ง เพราะนอกจากจะมีแนวดนตรีที่หลากหลายผสมผสานกันอย่างคละเคล้า ภายใต้พื้นฐานของ แจ๊ส อาทิ มีทั้งสวิง ทั้งโฟล์ค ทั้งบลูส์แล้ว เครื่องดนตรีทั้งหมดที่ใช้บรรเลงยังเป็นเครื่องอะคูสติกทั้งสิ้น ซึ่งบ่งบอกความเป็นธรรมชาติในน้ำเสียงได้ดีมากๆ เครื่องดนตรีหลักที่ใช้ในแผ่นนี้คือ Acoustic Guitar สามตัว กับ String Bass หนึ่งตัว โดยที่แต่ละแทรคนั้นจะมีเครื่องดนตรีอื่นเข้ามาร่วมแจมด้วย เป็นต้นว่าเครื่องเป่าอย่าง Clarinet พวก Sax ก็มีทั้ง Soprano Sax ทั้ง Tenor Sax บางแทรคก็มี Cornet โผล่เข้ามา มี Fiddle บ้าง ซึ่งพบได้ว่า ดนตรีในแต่ละแทรคนั้นให้ความสมจริงของเสียงออกมาได้สูงมาก มีความเป็นธรรมชาติมาก อีกทั้งยังให้บรรยากาศเสียงออกมาอย่างน่าฟัง
หฟังแล้วก็ต้องบอกว่า น่าทึ่งมากครับ เพราะกับ system นี้ยิ่งฟังก็ยิ่งชอบ ชนิดที่ว่าเผลอจบแผ่นไม่รุ้ตัวนั่นเทียว
พ้นจาก HCFS แล้ว อีกหลากหลายอัลบั้มก็ผ่านทางเข้ามาให้ system สำแดงประสิทธิภาพออกมาให้ผมรับรู้ด้วยความชื่นชมอยู่แทบจะตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นงานซิมโฟนีชิ้นใหญ่หรือแชมเบอร์มิวสิคไม่กี่ชิ้น หรือแม้แต่กับงานคันทรีที่มีกลิ่นอายชนบทคลุกเคล้า มันก็สื่อออกมาให้สัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันแตกต่างที่หลากหลายนั้นได้เป็นอย่างดีที่น่าพูดถึงอีกอัลบั้มคือ The Essence of Viennese Music เพราะเป็นแผ่นที่บอกให้รู้ได้ว่า system นี้โดดเด่นมากทางด้านไดนามิก โดยเฉพาะกับ Micro Dynamic นั้นยอดเยี่ยมมาก เพราะในหลายๆแทรคที่เป็นเสียงร้องรูปแบบของดนตรีโอเปร่านั้น บ่อยครั้งที่เสียงฮาร์พกังวานออกมาให้ได้ยินอย่างแผ่วๆ แต่ชัดเจน ซึ่งทุกครั้งที่ฟังอัลบั้มนี้พบว่ามีเพียง system ชั้นยอดเท่านั้นที่สามารถให้ไมโครไดนามิกตรงนี้ออกมาได้
ไม่บอกว่า ‘เยี่ยม’ แล้ว จะให้บอกว่าอย่างไรได้ แม้ว่าทั้งหมดจะมิใช่ความเคยคุ้นหรือคุ้นเคยกับอะไรมาบ้าง ดังที่แจ้งให้ทราบแต่ต้น แต่กับภาพรวมของเสียงที่ได้สัมผัสผ่าน system ชุดนี้บอกได้ประการหนึ่งคือ นี่คือชุดเครื่องเสียงที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดีเลิศ คัดสรรชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ใช้อย่างดีเยี่ยมและกับภาพรวมที่ได้สัมผัสนั้น ยืนยันได้ว่านี่คือ system ที่สามารถยืนอยู่แถวหน้าของวงการได้อย่างเต็มภาคภูมิ

คุณภาพเสียง
ผมคงหยิบอัลบั้มเดิมๆ มาฟังกับ system นี้อีกครั้ง โดยสิ่งที่เปลี่ยนไปก็มีเพียงชุดลำโพง กับอุปกรณ์เชื่อมต่อทั้งสายสัญญาณและสายลำโพง ซึ่งต่างเป็นของ Super Cable ทั้งคู่
ซึ่งบทสรุปที่ได้จากทุกแผ่นที่กล่าวข้างต้นนั้น ให้ความรับรู้ได้ถึงความน่าพึงพอใจอย่างสูง เป็นความพึงพอใจในระดับที่สามารถฟังได้นานอย่างไม่รู้เบื่อ ด้วยอารมณ์ร่วมที่เคลิ้มคล้อยไปกับทั้งเสียงร้อง และเสียงดนตนรี อย่างกับแผ่น Umi Ushide: The Way We Were นั้น สัมผัสได้ถึงความเป็นดนตรีในน้ำเสียงที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างแปลกหู แม้จะเป็นแผ่นที่คุ้นหูเอามากๆ กับอยู่ในบรรยากาศห้องที่คือความคุ้นเคยอย่างมากมายก็ตาม แต่ความเป็นดนตรีในความหมายของ Musicality จำได้ว่ามิเคยสัมผัสได้มากมายอย่างนี้ โดยเฉพาะกับแผ่นนี้ มาก่อนเลยเป็นลักษณะของ Acoustic Sound ชนิดที่หากหลับตาลง หรือปิดไฟให้มืดไปทั้งห้อง แล้วบอกว่าทั้งนักร้องและนักดนตรีมีตัวมีตนอยู่จริงที่เบื้องหน้าในห้องนี้ ก็จักเชื่อโดยไม่มีข้อกังขาใดๆทั้งสิ้นเลย แต่ละเส้นเสียงที่ออกมาเหมือนนั่งอยู่แถวหน้าๆ ของโถงแสดงดนตรีที่คือความคุ้นเคยกับวงแสดงขนาดนี้ ไม่ว่าจะป็นหอประชุมเล็กที่ศูนย์วัฒนธรรม หรือที่หอแสดงดนตรีในอาคารภูมิพลสังคีต ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ก็ตาม
แต่ละเส้นเสียงของตัวโน้ตต่างโลดแล่นออกมาอย่างมีชีวิตชีวาแท้จริง
เช่นกันกับแผ่นอะคูสติกที่มีการบันทึกมาเป็นอย่างดีอย่าง HCSF: The Hot Club of San Francisco ที่ให้อารมณ์บรรยากาศเสียงสูงมาก มากจนสามารถสื่อความเป็นดนตรีออกมามิใช่เพียงแค่ High Fidelity เท่านั้น หากแต่จะว่าเป็นระดับ Highest Fidelity ก็คงไม่ผิดนัก เพราะให้ความรู้สึกเดียวกับที่ฟังอัลบั้มของ Umi อย่างไรก็อย่างนั้น น่าทึ่งมาก เพราะสำหรับผมแล้ว ในทุกๆครั้งของการฟังเสียงที่เป็น Reproduction สิ่งที่ผมมักจะถามหาก่อนจากการฟังในระยะหลังๆ ก็คือ เรื่องของบรรยากาศเสียงนี่แหละครับ
เป็นบรรยากาศของเสียงโดยรวมไม่ว่าจะเป็นเสียงจากการบันทึกในสตูดิโอ หรือบันทึกการแสดงสดในแบบ Live Music เพราะบรรยากาศเสียงที่ว่านี้จะมิเพียงช่วยให้เข้าถึงดนตรีได้โดยง่ายเท่านั้น หากยังช่วยให้เกิดอารมณ์ร่วมแบบชวนให้ติดตามดนตรีนั้นๆ ได้อย่างไม่รู้เบื่อ ซึ่งจะสัมผัสบรรยากาศเสียงอย่างนั้นได้จากเสียงที่เกิดจากการ ‘ทำซ้ำ’ ก็ต้องมาจากความสมบูรณ์ของทุกองค์ประกอบที่ร่วมกันขึ้นมาเป็นเครื่องเสียงชุดนั้นๆ หากจะว่าไปแล้วก็ต้องเริ่มมาจากต้นทางคือ แผ่นที่บันทึกก่อนนั่นแหละ จากนั้นแล้วในส่วนของเครื่อง ของลำโพงอุปกรณ์เชื่อมต่อ ต่างก็ต้องผ่านการออกแบบมาเป็นอย่างดี มีการผลิตหรือสร้างหรือประกอบกันขึ้นมาอย่างประณีต พิถีพิถัน และใส่ใจในทุกรายละเอียดอย่างมิอาจมองข้ามแม้สิ่งที่คิดว่าสำคัญน้อยที่สุด ก็มิอาจไม่ลงรายละเอียดได้
ผมชื่นชมบรรยากาศเสียงของ system นี้อย่างมากและอัลบั้ม Bob James Around the Town ก็เป็นอีกอัลบั้มหนึ่งที่ตอกย้ำคำกล่าวนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะที่ผมพบในรายละเอียดอันมากกว่าจากที่มีเวลาฟังในคราวนี้คือ ในบรรยากาศเสียงที่ว่าสามารถแยกแยะรายละเอียดเสียงโดยรวมออกมาได้อย่างชนิดที่มีความชัดลึกในความหมายของ Dept of Field ที่ให้ภาพลักษณ์บนเวทีเสียงได้อย่างชัดเจนแล้ว เสียงที่บ่งบอกถึงอารมณ์ร่วมในบรรยากาศเดียวกันนั้นก็ยังให้ภาพของ Sound Field อันเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของ Live Music ได้อย่างเหลือเชื่ออีกด้วย
เป็นบรรยากาศอันเหมือนคราวที่ได้ฟัง George Benson กับเพื่อนพ้องบรรเลง เล่น อยู่ใน Carnegie Hall ซึ่งแม้เพียงครั้งเดียวที่ได้ฟัง ก็ยังจำได้ไม่รู้หายนั่นเอง
ในขณะที่แผ่นอื่นๆ ที่หยิบมาฟังอีกครั้งที่แผ่นที่กล่าวถึงข้างต้นและแผ่น SACD อย่างอัลบั้มแรกของ Charlotte Church สมัยที่นังเป็นเด็กหญิงใสๆ ทั้งนิสัยและหน้าตา อัลบั้มชุด Lady in Satin ของ Billie Holiday อัลบั้มชุด Kind of Blue ของ Miles Davis รวมทั้งอัลบั้มชุด Stardust ของ Willie Nelson ล้วนให้น้ำเสียงที่น่าฟังอย่างยิ่ง
หากสังเกตจะเห็นได้ว่าอัลบั้ม SACD ที่ผมหยิบมาพูดถึงนี้ ทั้งหมดเป็นอัลบั้มที่นำมาสเตอร์เก่ามาผ่านกระบวนการทางดิจิตอลเพื่อทำมาสเตอร์ใหม่ แล้วพิมพ์แผ่นออกมาเป็น SACD ทั้งนี้ก็เนื่องเพราะต้องการลองฟังก์ชั่น Oversampling : OVS ใน Mode ต่างๆ ที่มีให้มาใน Model D10 นั่นเอง

ซึ่งผมพบว่ากับแผ่นเหล่านี้ผมชอบใช้ OVS 2 มากกว่า เพราะให้สุ้มเสียงที่มีความเป็นธรรมชาติในลักษณะของเสียงแบบอะนาลอกมากกว่าในขณะที่เมื่อใช้ Mode เดียวกันนี้กับแผ่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแผ่น CD-Audio หรือแผ่น SACD แผ่นที่บันทึกเสียงมาใหม่ๆ ผมมักจะไม่ใช้ฟังก์ชั่นนี้ คงปล่อยให้เครื่องทำงานอยู่ที่ตำแหน่ง Standard OVS เพราะเป็นน้ำเสียงที่มีความคุ้นเคยมากกว่านั่นเอง
ซึ่งนั่นก็บอกให้รู้ได้อย่างหนึ่งล่ะครับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ใส่เข้ามาให้ในเครื่องของค่ายนี้เขา ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชั่นใด ในเครื่องไหนก็ตามล้วนแล้วแต่มีผลต่อการใช้งานจริงทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าใส่เข้ามาให้มากเข้าไว้เพื่อให้ดูดี แล้วก็จะเรียกราคาได้ตามใจชอบ อะไรแถวๆนั้น
ส่วนใส่เข้ามาแล้ว เมื่อใช้งานแล้วจะถูกหูหรือ ชอบใจหรือเปล่า นั่นเป็นเรื่องของต่างคนก็ต่างหู ต่างความชอบ หรือที่พระท่านว่านานาจิตตังนั่นแหละครับ ซึ่งกับ Model D10 เครื่องนี้ผมเชื่อว่าหลายๆคนหากได้มาลองฟังเสียงจากการเล่นผ่านฟิลเตอร์ของฟังก์ชั่น OVS ใน Mode ต่างๆแล้ว อาจจะชื่นชอบก็เป็นได้เพราะขณะที่บุคลิกเสียงมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างนั้น ภาพเสียงโดยยังคงความเป็น High Fidelity อย่างสูงโดยไม่แปรเปลี่ยนเลย ซึ่งนับว่าน่าสนใจมาก เพราะส่วนใหญ่ฟังก์ชั่นอะไรพวกนี้แม้กับเครื่องราคาแพงๆ หลายต่อหลายเครื่อง เห็นให้มาแล้ว พอลองใช้งานซึ่งได้ผลจริง แต่ก็มักจะทำให้ความเป็น Hi-Fi ด้อยตามลงไปด้วย
จึงเป็นอีกความน่าทึ่งที่ควรค่าต่อการคารวะให้ทีมวิศวกรของ T+A ในฝีมือการออกแบบวงจรที่ใช้งานในฟังก์ชั่นนี้มาให้วงการได้สัมผัสกัน

สรุป
จะให้พูดอะไรเกี่ยวกับ system นี้ได้มากไปกว่า มิใช่เพียงแค่ High End แต่น่าจะกล่าวว่าเป็นชุด Highest End ที่เคยได้ฟังมาชุดหนึ่งมากกว่าได้อีกเล่า
รู้สึกเช่นนั้นจริงๆครับคุณ


 

 

twitter facebook

Copyright 2008 Intennia Co,. Ltd. All right reserved.

twitter facebook