e.one s300iu ไม่เหมือนกับแอมป์เครื่องอื่นๆที่เคยผ่านตาผมเพราะนี่คือแอมป์ที่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นแอมป์ ขนาดของมันถือว่าเล็กมากสำหรับอุปกรณ์เครื่องเสียงและน่าจะเหมาะกับ Apple iPod มากกว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงเนื่องจากรูปร่างที่เพรียวบางจนน่าจะไปตั้งโชว์อยู่แถวๆงานแสดงศิลปะมากกว่า ผมพูดจริงๆเพราะดูๆแล้วไม่น่าจะมีอุปกรณ์ใดๆที่โฉบเฉี่ยวและเซ็กซี่ไปมากกว่านี้อีกแล้ว...เป็นเครื่องที่แม้กระทั่งเจมส์บอนด์ก็ต้องใช้!
มิติของเครื่องวัดได้กว้างแปดนิ้วครึ่ง ลึก 12 นิ้วครึ่งและสูงสามนิ้ว ถือได้ว่ามีขนาดเพียงครึ่งเดียวของคู่แข่งเท่านั้นและราคาก็เพียงครึ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน แต่ที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ e.one s300iu มีกำลังมหาศาลถึง 300วัตต์ต่อข้างภายใต้น้ำหนักตัวเพียง 12 ปอนด์เท่านั้น!
ด้านหน้าเครื่องดูเรียบง่ายแต่ให้การใช้งานได้ครบครัน แผงหน้าแกะสลักจากแผ่นอลูมิเนียม ตรงกลางเป็นแผงแสดงผลดิจิตอลที่แสดงระดับโวลลุ่มและอินพุทที่เลือกเล่น ซึ่งเมื่อเลือกแหล่งสัญญาณที่เล่นแล้ว โดยดีฟอลท์เครื่องก็จะแสดงระดับโวลลุ่มเป็นหลัก ด้านขวาของเครื่องเป็นปุ่มหมุนทรงกลมขนาดใหญ่ซึ่งถ้าหมุนไปตามเข็มนาฬิกาก็จะเป็นการเร่งความดังแต่ถ้ากดลงไปก็จะเป็นการเลือกอินพุทที่มีให้สี่อินพุทรวมถึงอินพุท USB DAC อีกด้วยซึ่งเดี๋ยวผมจะว่ากันต่อไป ถ้ากดค้างไว้ก็จะปลุกให้ e.one s300iu ตื่นจากโหมด Standby
ด้านหลังเต็มไปด้วยช่องต่อต่างๆนานามากมายรวมถึงสองสามจุดที่หาไม่ได้ในอินทิเกรทแอมป์ธรรมดาทั่วไป จากซ้ายไปขวาก็เริ่มด้วยเต้ารับไฟ AC ที่มีสายถอดได้ ช่อง Line out แบบ RCA, ช่องต่อ Record Out แบบ RCA หนึ่งคู่ ช่องต่อ line out นี้สามารถนำไปต่อเชื่อมกับซับวูฟเฟอร์ได้ถ้าลำโพงไม่สามารถทำงานได้ลึกพอหรือต่อเชื่อมกับแอมป์ภายนอกเพื่อเพิ่มพลังให้กับระบบซึ่ง e.one s300iu ก็ทำหน้าที่เป็นปรีชั้นดีได้อีกด้วย ต่อมาก็เป็นอินพุต 4 คู่แบบ RCA ระบุที่ช่องง่ายว่า input หนึ่ง สอง สาม สี่เท่านั้น อินพุทช่องที่สี่ทำหน้าที่เป็นช่อง bypass สำหรับต่อเข้าระบบโฮมเธียเตอร์ได้ในกรณีที่เราต้องการให้ e.one s300iu ขับลำโพงหลักซ้ายและขวาในระบบมัลติแชนแนล และถัดมาก็เป็นจุดต่อเชื่อมลำโพงแบบห้าทางเรียงตัวซ้อนกัน ส่วนช่องต่อ USB อยู่ตรงกลางซึ่งตรงนี้จะให้ผู้ใช้สามารถต่ออุปกรณ์เล่นเพลงต่างๆเข้าไปได้เช่นเครื่องเล่นดิจิตอลทั่วไปหรือคอมพิวเตอร์เข้าไปได้โดยตรงซึ่งฟีเจอร์นี้ผมว่าเป็นความคิดที่ยอดจริงๆ ในอนาคต e.one s300iu จะมีอ็อปชั่นให้เพิ่มการ์ดขยายหัวเข็มแบบ MM เข้าไปด้วยแทนช่องต่อ USB ถ้าคุณเป็นแฟนพันธ์แท้แผ่นเสียง
...เครื่องระดับไฮเอนด์ที่ไม่มีคำว่าไฮไพรซ์อย่างแท้จริง...
การที่ e.one s300iu ทำรูปร่างออกมาเพรียวลมได้ขนาดนี้ก็เพราะใช้ภาคขยายแบบดิจิตอลนั่นเอง ความจริงเรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่แต่ก็เริ่มจะเห็นกันมากขึ้นในเครื่องขยายแบบรีซีฟเวอร์ และนับวันก็จะยิ่งออกมาเป็นอีกทางเลือกสำหรับวงการออดิโอไฟล์ที่เน้นความดั้งเดิมเป็นหลัก วงจรภายในของ e.one s300iu เป็นแบบโมโนคู่แยกกันอย่างเด็ดขาดโดยแต่ละช่องจะมีภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งเป็นของตัวเองพร้อมทั้งภาคขยายบาลานซ์แบบสวิตชิ่งความเพี้ยนต่ำทำให้ e.one s300iu เฉือนพลังออกมาได้ถึง 150 วัตต์ที่ 8 โอห์ม และ 300 วัตต์ที่ 4 โอห์ม ความจริงภาคขยายของ e.one s300iu ก็เหมือนกับภาคขยายในรุ่น s300 ของ Bel Canto เอง การที่ e.one s300iu นำภาคขยายแบบดิจิตอลมาใช้หมายความว่าปัญหาเรื่องความร้อนและค่าไฟนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ต้องไปคำนึงถึงเพราะประสิทธิภาพอันสูงยิ่งของระบบนี้นั่นเอง ขนาดที่อยู่ในโหมด idle หรือโหมดที่ยังไม่มีสัญญาณเข้า e.one s300iu ยังใช้กำลังงานแค่ 15 วัตต์ และเมื่อทำงานอาจจะกินไฟสูงสุดถึง 600 วัตต์ ทาง Bel Canto บอกว่าแม้จะฟังกันที่ระดับความดังสูงสุดเป็นเวลานานก็ตามผู้ใช้ส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นเลยว่ามีการดึงกระแสไฟกันหนักหน่วงขนาดที่ว่า ความจริงส่วนใหญ่จะใช้กำลังงานกันไม่เกิน 50 วัตต์เท่านั้น นี่คือเครื่องระดับไฮเอนด์ที่ไม่มีคำว่าไฮไพรซ์สำหรับค่าไฟอย่างแท้จริง
ตัวรีโมทมีการทำงานที่ง่ายดายพ้องจองกับการทำงานของ e.one s300iu ปุ่มต่างๆไม่เรืองแสงและมีแค่หกปุ่มเท่านั้นทำให้จำได้ง่าย แต่ตัวถังให้ความรู้สึกเป็นพลาสติกไปบ้างและไม่สวยงามเท่ากับ e.one s300iu แต่สำหรับผมก็พอรับได้
จัดตั้ง
การจัดตั้ง e.one s300iu ง่ายดายมาก ความจริงตอนแรกตั้งใจจะนำไปใช้ในออฟฟิศของผมแต่หลังจากฟังไปคืนหนึ่งก็เปลี่ยนความคิดว่าจะนำไปต่อกับระบบสองช่องเสียงดีกว่า โชคดีที่ลำโพง Paradigm Signature S8s มาถึงหลังจาก e.one s300iu เพียงไม่กี่วัน ดังนั้นก็เลยต่อ e.one s300iu เข้ากับ S8s ผ่านสายลำโพง Transparent Reference ต่อมาก็นำ Denon 3910 ซึ่งเป็นเครื่องเล่นยูนิเวอร์แซลมาต่อเข้าไปพร้อมๆกับ Mac Book Pro ตัวใหม่ของผม สายสัญญาณระหว่าง Denon กับ e.one s300iu เป็นสายธรรมดา ต่อมาก็ทำการ rip เพลงแบบ Lossless จากแผ่นสองสามแผ่นเข้าไปใน Mac Book แล้วก็เล่นผ่าน iTune version 7.4.2 เป็นเวลาหนึ่งวันก่อนที่จะเริ่มฟังกันอย่างจริงๆจังๆ
ฟังดนตรีกันดีกว่า
....ให้แบ็คกราวด์เสียงที่เงียบสงัดที่สุด...ไม่เพียงแต่สงัด แต่เหมือนกับไม่เคยปรากฏมาก่อน...
เริ่มต้นด้วยอัลบั้มร็อคสุดฮิตของผมคือ Audioslave จากวงชื่อเดียวกัน (Epic/Interscope) เริ่มต้นด้วยแทร็ค “Cochise” e.one s300iu ทำเอาผมพูดได้คำเดียวว่า “พับผ่าซี” ครั้งแรกที่ผมฟัง “Cochise” ก็ที่ห้องฟังของนาย Jerry Del colliano แห่ง AVRev.com หลายปีมาแล้ว ตอนนั้น Jerry เล่นเพลงในระบบ 20-บิทจากแผ่น DualDisc (ที่ตอนนี้เลิกผลิตไปแล้ว) ผ่านระบบที่ประกอบด้วย Meridian, Mark Levinson และ Wilson Audio ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเป็นเสียงที่ผมโหยหามาโดยตลอดนับแต่นั้นเป็นต้นมา และ ณ บัดนี้ความฝันผมก็เป็นจริงอีกครั้งเมื่อผมได้เจ้า e.one s300iu มาอยู่ในระบบของผม “Cochise” ให้ความสมจริง รุนแรงและให้อารมณ์น่าฟังมากประหนึ่งว่ามันออกมาจากชุดระดับอ้างอิงของ Jerry อย่างไรอย่างนั้น อย่างไรก็ตาม มีสองสามอย่างที่ e.one s300iu ทำได้โดยที่ชุดของ Jerry ทำไม่ได้นั่นคือ e.one s300iu ให้แบ็คกราวด์เสียงที่เงียบสงัดที่สุดที่ผมเคยฟังมา มันไม่เพียงแต่สงัดเท่านั้นแต่มันเหมือนกับไม่เคยปรากฎมาก่อนด้วยซ้ำไป ไม่มีอาการฮัม ไม่มีนอยส์ มีแต่ความเงียบสงัดซึ่งยิ่งไปเสริมพลังด้านไดนามิกของ e.one s300iu ให้ทรงพลังมากยิ่งขึ้นและยอดเยี่ยมในทุกระดับ เสียงร้องออกมากระจ่างชัดมากกว่าเดิมพร้อมด้วยความโดดเด่นที่ละน้ำหนักแทร็คเสียงร้องคมชัดและแม่นยำมากจนกระทั่งผมสามารถได้ยินเสียงนักร้องนำ Chris Cornell ส่ายไปมาอยู่หลังไมค์! เสียงดังว่านี้ละเอียดเล็กน้อยมากแต่ก็ยังจับได้อย่างแม่นยำ ถ้าเป็นซิสเต็มอื่นเสียงกีต้าร์ของ Morello จะค่อนข้างสากหูแต่เมื่อผ่าน e.one s300iu ผมรู้ได้เลยว่าหมอกำลังเล่นอะไรอยู่เสียงถึงออกมาอย่างนั้น เสียงคอร์ดแต่ละคอร์ดที่เปลี่ยนไปและเสียงสับสายกระชั้นๆออกมาอย่างไม่อั้นเมื่อผ่าน e.one s300iu
เมื่อเปลี่ยนไปแทร็ค “Show Me How To Live” ผมก็ยิ่งเจาะลึกเข้าไปในเนื้อหาของกีต้าร์และเทคนิคการเล่นมากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน และแม้กระทั่งเล่นกันที่ระดับหูดับตับไหม้ e.one s300iu ก็ไม่เคยแสดงอาการงอแงให้เห็น แต่กลับเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับขั้นทำให้เสียงในห้องฟังสดมีชีวิตชีวา พลังอิมพีแดนซ์ของ e.one s300iu ไม่ระเบิดกระแทกเหมือนกับแอมป์อื่นๆ แต่กลับเฉียบพลันมากกว่าคำว่า “ระเบิด” หมายถึงพลังที่ก่อกำเนิดขึ้นก่อนที่จะปลดปล่อยออกมาแต่อิมพีแดนซ์ของ e.one s300iu จะเป็นไปในลักษณะที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันทำให้เสียงดนตรีเกิดและดับอย่างนิ่งสนิท ส่วนการตอบสนองความถี่ตลอดย่านตั้งแต่สูงสุดจนถึงต่ำสุดก็ออกมาอย่างเที่ยงตรงแน่นอนและเป็นธรรมชาติและหวานจนทำให้เสียงที่ออกมานั้นได้ยินเป็นครั้งแรก! รายละเอียดในปริมาณมหาศาลและความละเอียดทั้งด้านไมโครและมาโครออกมาอย่างสมจริงอย่างไม่น่าเชื่อ
เพื่อให้ทุกอย่างเย็นลงสักนิดก็เลยนำเอาอัลบั้ม Matchbox 20 Yourself or Someone Like You(Warner/Atlantic) ออกมาฟัง เริ่มต้นด้วยแทร็ค “3am” ที่ท่อนเปิดเพลงปรากฏออกมาราวกับว่าโผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้ เสียงของ Thomas อิ่ม, อุ่น และมีน้ำหนักมหาศาลและกระจ่างชัดจนดูเหมือนกับว่าเขาอยู่ในห้องผม เสียงแหลมต่างๆเช่นเสียงของแฉนุ่มนวลงดงามไร้ซึ่งอาการเจิดจ้าหรือหยาบกระด้างและโปร่งเต็มไปด้วยมวลอากาศและจางหายอย่างเป็นธรรมชาติจนยากแก่การจำแนกจากของจริง เสียงเบสคือส่วนหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของ e.one s300iu อย่างแท้จริงและเป็นความลึกที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้ยินจาก Paradigm Signature S8s นอกจากจะเสริมกันด้วยลำโพงซับเท่านั้น เป็นเสียงที่มีท่วงทำนองและอ่อนไหวเป็นดนตรีที่สุด เมื่อพูดถึงความเป็นดนตรี e.one s300iu ให้ประสบการณ์โดยรวมที่น่าฟังที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้โดยไม่จำเป็นต้องไปจ้างวงมาแสดงที่บ้านถึงจะได้บรรยากาศกันแบบสดๆ ! ครั้นเมื่อผมเปิดแอมป์เครื่องอื่นที่มีไว้เพื่อมาเทียบก็ปรากฎว่าเสียงที่ได้จากแอมป์ธรรมดาพวกนั้นแคบลง ถดถอยออกไปและลดทุกสิ่งทุกอย่างลง
ต่อมาก็ข้ามไปฟังแทร็ค “Push” เสียง rim shots หรือเสียงเคาะขอบกลอง เสียงกลองชุดและบรรยากาศรายรอบก่อตัวให้เกิดอิมเมจละม้ายงานสังสรรค์โรงเรียนไฮสคูลแบบมั่วๆ ผมถึงกับได้กลิ่นพันช์ผลไม้และเสียงสั่นพลิ้วของสายกระดาษสีต่างๆ...นี่คือสิ่งที่ e.one S300iu ทำได้ดีที่สุด มันไม่ให้ดนตรีมากเกินไปขณะที่มันนำพาเราเข้าไปสู่การแสดงโดยรวม ความสามารถในการสกัดอณูทุกเม็ดจากดนตรีนั้นไม่เพียงแต่น่าอัศจรรย์แต่บางครั้งยังน่าขนพองสยองเกล้า เพราะเราจะได้ยินเสียงที่เราไม่เคยฟังมาก่อน ยกตัวอย่างเช่นในเพลง “Push” ที่ตอนแรกผมเข้าใจผิดว่าเป็นรีเวอร์บไมโครโฟนของ Thomas นั่นกลับกลายเป็นว่าเป็นเสียงของนักดนตรีในวงร้องแบ็คอัพอยู่ต่างหาก
ถึง e.one S300iu จะเป็นเครื่องเสียงสองช่องแต่ผมก็ยังอยากจะลองดูซิว่าถ้าเอามาฟังเสียงที่ละเอียดกว่าอย่าง SACD จะเป็นอย่างไร ว่าแล้วก็นำแผ่นของ John Mayer ชุด Heavier Thing (Columbia) ออกมาฟังแล้วตั้งให้เครื่องเล่น SACD จ่ายสัญญาณออกเป็นสเตอริโอ ส่วนใหญ่การเล่นสื่อชนิดความละเอียดสูงจะเพิ่มคุณภาพไม่หนึ่งก็สองแง่มุมนั่นคือเสียงแหลมหรือไม่ก็เสียงทุ้ม เมื่อเล่น SACD ผ่าน e.one s300iu ทุกอย่างก็ดีขึ้นมาก ขอยืนยันอย่างนั้นจริงๆ เสียง “snaps” หรือเสียงเคาะจังหวะช่วงเปิดเพลง “Split Screen Sadness” ไม่ใช่เสียงแบบที่เคยได้ยินเสียแล้ว แต่มันกลายเป็นเสียงดิจิตอลที่ผสมกันหลายๆเสียงคล้ายกับเสียงจรวดหรือปืนเลเซอร์ เสียงร้องของ Mayer บริสุทธิ์ยิ่งและไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนก็ไม่เคยเลยที่จะคิดว่าเสียงที่ออกมานั้นมาจากเครื่องเสียงแต่กลับคิดว่ากำลังฟังของจริงอยู่ต่อหน้า เสียงกลางของ e.one S300iu น่าหลงใหล (และเซ็กซี่!) จนอยากจะนำไปนอนเคียงคู่อย่างไรอย่างนั้น! เสียงแหลมก็ยอดเยี่ยมเฉกเช่นกับเสียงเบส เป็นเสียงที่เป็นอิสระปราศจากอาการเบลอหรือบวม เนื้อเสียงและรายละเอียดของกีต้าร์และเสียงกลองช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งทำให้ผมได้ยินช่องว่างเสียงระหว่างเส้นสายต่างๆ และได้ยินแม้กระทั่งสายนั้นถูกดึงหรือตี
...สิ่งหนึ่งที่ e.one s300iu ล้ำเลิศเหนือเครื่องอื่นๆก็คือ อารมณ์ดนตรี...
ผมจบการรีวิวด้วยแทร็ค “Daughters” ซึ่งเล่นเอาผมอึ้งไปเลย...นอกเหนือจากด้านเทคนิค นอกเหนือจากซาวด์สเตจและไม่ต้องพูดถึงเรื่องความถี่ต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ e.one s300iu ล้ำเลิศเหนือเครื่องอื่นๆ ที่เคยผ่านเข้ามาในห้องของผมก็คืออารมณ์ดนตรีที่มันสามารถดึงออกมา ซึ่งไม่ใช่จากเสียงเพลงนั้นๆแต่มาจากผู้ฟังอีกด้วย ผมเองก็เคยได้ยินได้ฟังเครื่องที่ให้อารมณ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแต่เรารู้เลยว่านี่เป็นเครื่องที่มีมวลหนักแน่นและกำลังทำงานหนัก แต่กับ e.one s300iu ผมไม่เคยมีความรู้สึกเลยว่ากำลังมีเทคโนโลยีที่กำลังทำงานอยู่...ทุกๆโมเลกุลแห่งเสียงไม่ว่าจะเป็นเสียงดีดสายกีต้าร์ เสียงกระแทกคอร์ดเปียโน เสียงสั่นค้างของฉาบและแฉ ทุกอย่างไม่เรียกว่าเป็นเสียงออดิโอไฟล์ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรแล้ว ทั้งยังให้ความสมจริงเหนือทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเคยต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้มา! หรือไม่แน่ อาจจะเหนือกว่าสิ่งที่ผมจะจ่ายต่อไปเสียอีก... ผมไม่ฟันธงว่า e.one s300iu ให้เสียงเป็นอะนาลอกหรือเป็นดิจิตอลหรือให้เสียงอบอุ่นหรือเยือกเย็น สำหรับผม e.one เป็นอะไรที่นอกเหนือสิ่งที่ว่ามาทุกอย่าง....และสำหรับหูของผม e.one s300iu คือดนตรีพิสุทธิ์
ยกเว้นกันไว้บ้าง
คงยากที่จะไม่คลั่งไคล้ใหลหลงเจ้า e.one s300iu อย่างไม่ลืมหูลืมตา และยิ่งยากกว่าที่จะหักหาญน้ำใจไปวิจารณ์มัน จากต้นจนจบผมไม่เคยพบความบกพร่องแม้แต่น้อยนิดกับ e.one แต่ผมกลบชอบมันมากกว่าแอมป์ระดับอ้างอิงที่ผมมีอยู่ทุกตัวด้วยซ้ำไป
e.one s300iu สามารถขับลำโพงส่วนใหญ่ได้อย่างสบายจนสุดขีดความสามารถ อย่างไรก็ตาม ถ้าลำโพงของเราประสิทธิภาพไม่ไวหรือห้องฟังใหญ่ คุณอาจจะต้องก้าวขึ้นไปในไลน์ของ Bel Canto เพื่อให้ได้มาซึ่งกำลังที่มากขึ้นหรือไม่ก็เพิ่มแอมป์สเตอริโอไปเลย เช่น Bel Canto e.one s300 หรือ Reference Mono เชื่อมต่อเข้ากับภาคไลน์เอาท์พุทของ e.one s300iu
แต่ก็มีบางอย่างที่ได้จากการเล่น e.one s3.00iu นั่นคือไม่มีการเลือกอินพุทโดยตรงและบางครั้งปุ่มหมุนโวลลุ่ม/เลือกอินพุทอาจจะสับสนเมื่อต้องเปลี่ยนจากโวลลุ่มไปเป็นเลือกอินพุท ถ้าจะเพิ่มปุ่มเลือกโปรแกรมโดยตรงก็คงไม่เสียภาพลักษณ์อะไรหนักหนา เอาเป็นว่าทำความคุ้นเคยกับ e.one s300iu ก็แล้วกัน
เมื่อออกจากโหมด standby ตัวปุ่มโวลลุ่มจะค่อนข้างอืดไม่ว่าจะควบคุมด้วยมือหรือรีโมท แต่จะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ และท้ายสุด แม้ผมจะชอบรูปร่างที่กะทัดรัดของมัน แต่ก็ยังคิดอยู่ว่าถ้าจะเอามาเรียงกันแล้วนำมาติดแร็คจะทำยังไง หรือจะนำมารวมกลุ่มกับเครื่องเสียงอ้างอิงในซิสเต็มโฮมเธียเตอร์ของผมอีท่าไหน ผมมีแร็คของ Middle Atlantic อยู่ซึ่ง Bel Canto ก็กินเนื้อที่เข้าไปครึ่งหนึ่งแล้ว (ตามความกว้าง) ในฐานะเครื่องธรรมดา ถ้าจะนำแอมป์ Bel Canto สองตัวมาวางเรียงกันตามความกว้างก็ต้องทำหน้ากากพิเศษเพื่อให้ดูเป็นโปรฯขึ้นมาหน่อย ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกนั่นแหละ เพียงแต่ว่าถ้าใครคิดจะนำเครื่องของ Bel Canto มาวางบนแร็คก็ต้องวางแผนจ่ายเงินกันหน่อย
สรุป
อินทีเกรท e.one s300iu จาก Bel Canto คือหนึ่งในเครื่องเสียงที่มาตามกาลเวลาและไม่เพียงจะพยายามเปลี่ยนมุมมองของใครคนใดคนหนึ่งในแง่ของความเป็นไปได้ต่างๆเท่านั้น แต่มันทำทุกอย่างให้เป็นไปได้จริงๆ นี่คือโปรดักส์ที่ให้ความเป็นไฮเอนด์ทุกกระเบียดนิ้วเทียบชั้นได้กับเครื่องแนวทางอนุรักษ์นิยมที่เหนือชั้นกว่าได้อย่างสมภาคภูมิ ยกตัวอย่างเช่น Mark Levinson, Krell, Audio Research, Conrad Johnson และเครื่องอื่นในระนาบเดียวกัน แต่ที่ไม่เหมือนกันก็คือ e.one s300iu โดดเด่นก็คือการถ่ายทอดเสียงดนตรีและภาพยนตร์อย่างลื่นไหลไม่ว่าจะเป็นเจนเนอเรชั่นใดก็ตาม มันเป็นแอมป์ที่ไม่ชักนำให้หลงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งหรือสละสิ่งหนึ่งเพื่อให้ได้อีกสิ่งหนึ่งมา แต่กลับให้ความเป็นกลางที่เหนือระดับอย่างแท้จริง เสียงเบสแน่นและติดกลุ่มแอมป์ที่ดีที่สุดในเชิงนี้เทียบชั้นได้กับ Krell Evolution (โมโน) เสียงกลางน่าหลงใหลสุดยอดในขณะที่เสียงแหลมนุ่มนวลและละเมียดเท่ากับเครื่องระดับราคา 10 เท่าตัว และนอกจากถ่ายทอดความองค์ประกอบดนตรีได้อย่างยอดเยี่ยมแล้วยังถ่ายทอดบรรยากาศที่ทำให้เกิดความสมจริงอย่างไม่น่าเชื่อ ขอแนะนำว่าถ้ามุ่งมั่นในระบบเสียงสองแชนแนลยุคใหม่ คุณต้องไปลองฟังดูให้ได้เพราะผมคงไม่สามารถกล่าวแนะนำ e.one s300iuได้ดีไปมากกว่านี้อีกแล้ว |