|
สมัยก่อนลำโพงดังๆมักจะถือกำเนิดมาจากนักออกแบบอิสระเก่งๆ พอมีชื่อเสียงก็เริ่มยกระดับก่อตั้งบริษัทผลิตลำโพงขึ้นมาทำกันแบบอุตสาหกรรมแล้วก็ส่งออกขายทั่วโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายก็คือ Gilbert Briggs ผู้ก่อตั้ง Wharfedale ไปจนถึง Henry Azima ผู้ก่อตั้ง Mission ซึ่งเราจะเห็นได้ว่านี่คือสูตรสำเร็จที่ใช้กันทั่วไป แต่มา ณ ปัจจุบันนี้โลกเริ่มซับซ้อนมากขึ้นและหลายๆอย่างก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เป็นมา
ตัวอย่างยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งก็คือ
Q Acoustics ซึ่งเป็นแบรนด์ของลำโพงที่ได้มาจากการดำเนินงานภาคธุรกิจโดยบริษัทที่อยู่เบื้องหลังก็คือ Armour Home Electronics เหตุผลที่ทำลำโพงนี้ขึ้นมาก็เพราะผลสรุปจากการประชุมทางการตลาด จากแนวคิดของนาย Tony Jones (เคยร่วมงานกับ Mission) ที่ให้คำแนะนำว่า Armour น่าจะทำลำโพงออกมาขายเอง แต่แนวคิดนี้นาย Stephen Reichert (บิ๊กบอสฝ่ายการตลาด เคยอยู่ Arcam เช่นกัน) กลับไม่เห็นด้วยและก็บอกว่าเป็น “ความคิดที่เห่ยที่สุดเท่าที่ฟังมา เอาส่วนไหนมาคิดว่าจะทำลำโพงแบรนด์ใหม่ขึ้นมา”
|
แต่นาย Stephen ก็ต้องยอมแพ้ในที่สุดและโครงการนี้ก็ถูกส่งต่อไปให้บุคคลภายนอกคือนาย Karl-Heinz Fink (แห่ง Fink-Audio Consulting) ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังลำโพงดังๆหลายชิ้นที่ผ่านมาเช่นลำโพงชุด Soavo ของ Yamaha และอีกหลายๆชิ้นแจกแจงไม่หมด เวลาที่ใช้ในการฟังทดสอบลำโพงสายพันธ์ Q เป็นไปอย่างยาวนานโดยมี Steve Reichert และ Steve Privett (เคยเป็นหัวหน้าแผนกของ QED มาอยู่ที่ Armour ในตำแหน่งศูนย์กลางงนออกแบบด้านแนวคิด) รับผิดชอบคุณลักษณะของเสียงเป็นขั้นสุดท้าย สายการผลิตทั้งหมดทำในจีน แต่ได้รับการควบคุมด้วยมาตรฐานขั้นสูงมากเมื่อพิจารณาจากราคา สีสันของลำโพงมีให้เลือกหลายอย่างเช่นเชอร์รี่, บีช, และสีดำกราไฟท์ที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับไม้ธรรมชาติที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
ลำโพงรุ่นนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ด้วยปริมาตรภายในถึง 35.7 ลิตร หนักถึง 17.8 กิโลกรัมต่อข้างด้วยมิติ 975 x 295 x 195 มม. ผนังตู้หนาแน่นไร้การสั่นสะเทือนขนาดที่ว่าเคาะแรงๆยังไม่มีความรู้สึกว่ามีความกลวงอยู่ภายใน แต่ละตู้บรรจุไว้ด้วยตัวขับกลาง/ทุ้ม ขนาด 165 มม. สองตัวทำจากวัสดุประเภทไฟเบอร์ ทำงานร่วมกับตัวขับเสียงแหลมขนาด 25 มม. หล่อเย็นด้วยแม่เหล็กเหลวตัวโดมทำด้วยใยโพลีเอสเตอร์ถักวางตัวอยู่กึ่งกลางระหว่างตัวขับเสียงทุ้มทั้งสองโดยได้รับการออกแบบให้เป็นระบบสองทาง ตัวขับทุกตัวถูกติดตั้งอย่างแน่นหนากับแผงหน้าที่หนักแน่นและแต่ละตัวคิดค้นออกแบบโดย Fink Audio โดยตลอด ตัวตู้ลำโพงตั้งอยู่บนแท่นอะลูมิเนียมที่ติดตั้งเดือยที่ปรับได้ โดยมีท่อระบายเสียงทุ้มขนาดใหญ่อยู่ด้านล่างตัวขับเสียงเบส ชุดตัดแบ่งความถี่ภายในเป็นแบบลำดับที่หรือ Linkwitz-Riley
ว่ากันด้วยคุณภาพเสียง
บอกกันตรงๆว่าผมไม่คิดว่าจะได้ยินเสียงที่อบอุ่น ใหญ่และเป็นดนตรีอย่างนี้มาก่อน และเมื่อจับคู่กับแอมป์ Class A Sudgen IA4 (แพงกว่าลำโพงมากมาย) 1050i จะให้เสียงที่ใหญ่โตจริงๆและละเมียดเอามากๆ เสียงร้องของ Simply Red ในเพลง ‘Holdring Back The Years’ ออกมายอดเยี่ยมจริงๆ ด้วยสภาพอะคูสติคที่บันทึกมาแผ่ออกมาเต็มห้องฟังของผมไปหมด ขนาดเมื่อแกะกล่องฟังใหม่ๆ ก็ยังให้อิมเมจที่ดีมากจนสามารถแขวนเครื่องดนตรีต่างๆ ให้อยู่ในที่ทางอย่างมั่นคงอีกทั้งยังให้ความลึกที่เป็นเชิงชั้น ทุกอย่างออกมาโดยไร้ซึ่งอาการกระด้างแต่อย่างใด แต่แน่นอนครับ จะให้ 1050i มีความราบเรียบนุ่มนวลเท่ากับลำโพงราคา 1,000 ปอนด์ นั้นคงเป็นไปไม่ได้แน่ (มากกว่า 1050i ถึงเกือบสี่เท่าตัวในอังกฤษ) แต่กับลำโพงขนาด 700 ปอนด์ ก็ยังเทียบ 1050i ไม่ติดในเชิงของความละเมียด ยกตัวอย่างเสียงร้องของ Mick Hucknell นั้นออกมาเที่ยงตรงอย่างน่าทึ่งจนสามารถจับอากัปกิริยาต่างๆได้และไร้ซึ่งอาการขึ้นจมูกอย่างสิ้นเชิง ถ้าจะมองโดยภาพรวมความละเอียดลึกๆและบรรยากาศอาจจะขาดไปบ้าง อีกทั้งเสียงฉาบหรือแฉต่างๆ ก็อาจจะฟังดูธรรมดาไปเล็กน้อย แต่ด้วยราคาอันแสนถูกอย่างไม่น่าเชื่อนี้ คุณภาพเสียงต่างๆที่ออกมาถือได้ว่ายอดเยี่ยมเหนือระดับอย่างแท้จริง เสียงกลางพรั่งพร้อมไปด้วยรายละเอียด เสียงโดยรวมมีความละเอียดอ่อนและความเฉียบไวและสมานเสมอไปจนถึงเสียงย่านต่ำที่ทรงพลังและควบคุมตัวดีเยี่ยม
ในระดับราคานี้การทำงานย่านเสียงทุ้มของ 1050i ถือได้ว่ายอดเยี่ยม ก็จริงอยู่ เสียงของตัวตู้อาจจะมีบ้างทำให้เสียงกีต้าร์เบสฟังดูเหมือนออกมาจากภายในตัวตู้ แต่กระนั้นก็ยังชัดเจนและเที่ยงตรง และนอกจากจะไร้ซึ่งเสียงบวมหรือบาดหูแล้ว (เหมือนที่เป็นกับลำโพงราคาระดับเดียวกัน) ยังให้เสียงไลน์เบสที่ต่ำลื่นไหลไม่บีบอัดแม้เล่นกันที่ระดับดังๆ อัลบั้ม Tour de France ของ Kraftwerk เป็นเพลงที่รวดเร็วทั้งการเล่นและหยุดทำให้เสียงกลางที่ฉับไวและเสียงแหลมที่คมชัดของ 1050i ทำงานตามจังหวะช่วงเวลาอย่างเที่ยงตรง ส่วนดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์ในยุคใหม่ๆที่บันทึกมาอย่างสดใสก็ยังฟังได้อย่างเพลิดเพลินโดยไม่มีริ้วรอยของความสับสนให้ได้ยินเลย
ในแง่ของโทนเสียง Q ค่อนข้างจะโน้มมาทางอบอุ่นบ้าง ทำให้เสียงย่านต่ำมีความอิ่มเอิบและเสียงกลางหวานน่าฟัง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ถึงกับจะเรียกว่า ‘คัลเล่อร์’ เสียทีเดียว โทนเสียงลักษณะนี้ทำให้มันเหมาะกับเครื่องเล่น CD ราคาบัดเจ็ทที่เสียงออกแนวบาง (ซึ่งน่าจะอยู่ในระนาบตลาดเดียวกัน) แต่กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงระดับไฮเอนด์ เสียงทั้งหมดจะออกแนวอวบอิ่มประมาณว่าเหมือนกับดนตรียุคเซเว่นตี้อย่างไรอย่างนั้น ยกตัวอย่างเสียงของ Lou Donaldson ในเพลง ‘Alligator Bogaloo’ อวบอ้วนอย่างน่าอัศจรรย์ส่งให้ระลอกเสียงน่าฟังมาก เป็นลำโพงราคาเริ่มต้นที่เหมาะกับการฟังเพลงแจ๊สดีๆจริงๆ!
สรุป
ในราคานี้ผมกล่าวได้เลยว่า Q 1050i หาที่ติไม่เจอ ถ้าจะส่งสัญญาณอะไรที่ไม่ถูกออกมาก็น้อยมากจนไม่สามารถไปลดทอนจุดดีๆหลายอย่างที่มีออกไปได้อย่างเช่น สเกลดนตรี พละกำลัง ความถูกต้องด้านไดนามิคและความเป็นดนตรี และถึงแม้จะเป็นลำโพงระดับเริ่มต้นแต่สามารถนำไปใช้ในระบบปานกลางได้อย่างไม่เคอะเขินและยิ่งดีขึ้นไปอีกเมื่อก้าวขึ้นไปจับคู่กับเครื่องระดับไฮเอนด์ ถ้าคุณกำลังมองหาลำโพงเยี่ยมๆขนาดใหญ่ๆที่ให้เสียงอิ่มมีจังหวะจะโคนสนุกสนานที่ราคาถูกกว่าสายสัญญาณยาวหนึ่งเมตรบางยี่ห้อ หยุดมองหาได้แล้วครับ
ผลการวัดทดสอบ
ผมฟัง 1050i ก่อนทำการวัดทดสอบซึ่งค่าต่างๆ ที่ได้ออกมาทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพราะเหตุใดผมถึงชอบมันขนาดนี้ การตอบสนองความถี่โดยรวมราบเรียบปราศจากจุดโด่งหรือจุดอับที่ชี้ให้เห็นอาการคัลเลอร์ของเสียง 1050i ให้น้ำเสียงที่นุ่มนวลและเป็นกลางไม่มีการใส่สีสันเกินควร เสียงกลางต่ำอุ้ยอ้ายน้อนกว่าและไปได้ดีกับย่านอื่นๆมากกว่าลำโพงทั่วไปทำให้เสียงพูดและร้องเป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ตามก็ยังเจือความอุ่นบ้าง ทั้งนี้ดูได้จากการลาดลงของการตอบสนองในย่านกลางสูงเหนือ 1 kHz ขึ้นไป ตัวขับเสียงแหลมจะรับช่วงตั้งแต่ 3 kHz และลาดขึ้นช้าๆและไปราบเรียบอยู่ด้านบน หลังจากนั้นจนกระทั่งถึง 20 kHz ตามเส้น 0 dB ลักษณะนี้จะให้เสียงที่มีรายละเอียดและไม่อับทึบ เอาท์พุทส่วนใหญ่จากตัวขับเสียงแหลมจะนุ่มนวลกว่าลำโพงส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงมีบุคลิกที่เด่นน้อยกว่า นั่นก็คืออาจจะไม่เป็นประกายหรือแหลมคยทิ่มแทงและจะอบอุ่นกว่าลำโพงสมัยใหม่ทั่วไปที่มักจะยกกลางบนหรือแหลมที่เป็นแฟชั่นในทุกวันนี้
ในย่านต่ำๆลำโพงก็ทำงานได้ดีเช่นกันและนั่นก็คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ผมชอบเสียงย่านนี้เพราะทอดต่ำลงไปได้ถึง 55 Hz ก่อนที่ท่อระบายเสียงจะทำงานต่อและการยั้งตัวก็ถือว่าดีมาก ทำให้เอาท์พุทลงไปได้อีกถึง 32 Hz (-3 dB) กราฟที่เห็นในภาพได้จากการวัดแบบ MLS อย่างรวดเร็ว และจากการจ่ายสัญญาณพิงค์นอยส์ที่มีระดับคงที่ ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่า 1050i มีจุดพีคของเบสประมาณ +2 dB ซึ่งเพียงพอแก่การให้น้ำหนักเสียงแก่ย่านเบสลึกๆ โดยไม่มีอาการหย่อนยาน ทั้งยังไม่ไปเพิ่มอาการบวมอีกด้วย แต่ท่อด้านหน้าตัวตู้อาจจะเพิ่มคัลเลอร์บ้างเล็กน้อย
ตัวขับเสียงทุ้มมีค่าอิมพีแดนซ์อยู่ที่ 3.8 โอห์ม ดังนั้นลำโพงทั้งหมดจึงถือได้ว่ามีค่าความต้านทานปรกติที่ 4 โอห์ม แต่วัดโดยรวมได้ 6 โอห์มตรง เส้นกราฟอิมพีแดนซ์แสดงให้เห็นว่าท่อถูกจูนไว้ที่ 45 Hz โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เรโซแนนซ์ในย่านเสียงเบสพอดีเพื่อให้ค่า Damping ออกมาดีที่สุด อาการโด่งที่ย่านกลางยังต่ำเป็นปรกติ ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อเสียงโหลดแบบ (น่าจะไปได้ดีกว่านี้ถ้านับตามยุคสมัย) นี้ทำให้แอมป์ที่มาจับคู่ทำงานได้อย่างสบาย ส่วนความไวก็อยู่ที่ 90 dB ซึ่งถือได้ว่ายอดเยี่ยมมาก ดังนั้นเครื่องขนาด 40 วัตต์ก็สามารถให้ความดังได้อย่างเต็มที่
นี่คือลำโพงที่ยอดเยี่ยมมากในเชิงวิศวกรรมและในเชิงวัตถุประสงค์ เป็นลำโพงเพื่อผู้ที่ต้องการเสียงที่ราบเรียบนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ เสียงย่านต่ำและเสียงสูงที่มีคุณภาพจะทำให้การฟังในระยะยาวเต็มไปด้วยความสุข
อีกความเห็นหนึ่งจากนักวิจารณ์
หูผมเริ่มผึ่งทันทีที่ได้ยินเสียงจาก 1050i เสียงของมันฟังสบายไร้อาการเน้นเสียงกลางสูงหรือแหลมที่แฝงตัวเป็นยาดำในลำโพงรุ่นใหม่อยู่ตลอด ดุลเสียงโดยรวมของ 1050i อบอุ่นสดชื่นฟังสบาย ฝีมือการบรรเลงคันชักอย่างคล่องแคล่วของ Nigel Kennedy ยังฟังได้ดีขนาดนั้น จะเว้นในบางจังหวะก็ต่อเมื่อ Nigel เน้นคันชักแบบ downstroke ทำให้เสียงจากตัวขับเสียงแหลมออกจะกร้าวนิดๆ และเด่นล้ำหน้าจนสัมผัสได้และบางครั้งก็จะติดแข็งบ้างทำให้เสียงฉาบหรือแฉพุ่งล้ำออกมา อีกทั้งยังทำให้เสียงร้องของ Gabrielle ในเพลง ‘Forget About The World’ ติดขึ้นขอบบ้างเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันจะเห็นได้เลยว่าส่วนโค้งของตัวขับเสียงแหลมมีส่วนอย่างมากในการสร้างอิมเมจเฉียบๆ ที่กว้างตลอดแนวซาวด์สเตจ ทั้งนี้เนื่องจากการออกแบบที่ผ่านการวิเคราะห์มาอย่างถี่ถ้วนนั่นเอง เมื่อประสมประสานกับความชัดเจนและรายละเอียดทำให้ได้เสียงโดยรวมที่สร้างความน่าสนใจได้ในทันทีขณะที่ยังฟังได้อย่างรื่นรมย์
ตัวตู้ที่มีขนาดใหญ่และตัวขับเสียงทุ้มถึงสองตัวทำให้รับมือกับไลน์เบสให้อย่างง่ายดาย เมื่อผนวกการตอบสนองความถี่ช่วงต่ำที่กว้างกับความคล่องตัวของไดนามิค ทำให้เสียงเบสหนักๆเน้นๆจากเพลง ‘Aye’ ของ Angelique Kidjo ฟังดูเพลินมาก ในขณะที่ลำโพงอื่นมักจะไม่ชัดเจนตรงจุดนี้แต่ 1050i กลับให้จังหวะจะโคนของเพลงประเภท Rock ได้อย่างจับวาง เอาเป็นว่าถ้าคุณต้องการลำโพงขนาดใหญ่ ไม่แพง ให้เสียงเบสได้ดีและเสียงโดยรวมดีมากๆ 1050i คือสิ่งที่คุณกำลังมองหาอยู่แน่นอน
หรือจะไม่มีอะไรให้บ่น? ก็มีบ้างละครับ ท่อที่ส่งออกมาด้านหน้าจะให้เสียงที่ Boxy หรือเจือความเป็นตู้ออกมาบ้าง ซึ่งเมื่อผสมกับเสียงที่อบอุ่นจะทำให้ 1050i มีโทนเสียงโดยรวมละม้ายลำโพงในยุคเก่าซึ่งก็ไม่ได้ซีเรียสมากมาย เพียงแต่จะทำให้บางท่านฟังว่าค่อนไปทางจืดๆ เมื่อเทียบกับลำโพงสมัยใหม่ที่เร็วกว่าและเป็นประกายกว่าอย่าง KEF, B & W หรือ Monitor Audio ที่เห็นได้ชัดเจนถึงจุดที่น่าสังเกตตรงนี้ก็คือเสียงของ Jackie Laven ในเพลง ‘Desolution Blues’ ที่ฟังดูเหมือนว่าออกมาจากตัวตู้และเสียงดึงสายเบสก็ระคายหูบ้าง แต่อย่างไรก็ตามผมยังยืนยันว่านี่คือลำโพงที่ให้เสียงได้ยอดเยี่ยมตัวหนึ่ง แม้ว่าจุดต่างๆที่บอกมาจะมีให้เห็นบ้างก็ตาม และเมื่อมองภาพโดยรวมผู้ฟังส่วนใหญ่ก็น่าจะชื่นชอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงของเสียงเบสที่เข้มแข็ง ความจะแจ้งชัดเจน อิมเมจที่เหมาะสมและไดนามิคที่เร้าใจ – ทุกอย่างได้มาเพียงป้อนกำลังแค่ไม่กี่วัตต์ ขอยกนิ้วให้ครับสำหรับงานรังสรรค์เสียงระดับไฮไฟที่กลั่นกรองมาอย่างดีเยี่ยมแบบนี้ ในราคาที่เหมือนได้มาเปล่าๆ
คะแนน
เสียงที่ทรงพลัง อบอุ่น เปี่ยมไปด้วยไดนามิค ทำให้ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ฟังต้องอดใจไม่ได้ที่จะหลงรักมัน! ยิ่งเรื่องราคาไม่ต้องไปคิด!!!
จุดเด่น
- ความเป็นดนตรี และไดนามิค
- สเกลสัดส่วนดนตรีที่สมจริง
- รูปทรงสวยงาม
จุดที่ต้องพิจารณา
- ในราคานี้ – ไม่ต้องไปหา!!!
|